ขณะนี้มีข่าวกระฉ่อนว่าพระพยอมจะถูกไล่จากวัดสวนแก้ว กรณีนี้คงเป็นความเข้าใจผิด และคนที่ผิดอาจเป็นพระพยอมเอง ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น พาดหัวข่าวของสื่ออาจทำให้เข้าใจผิดว่า “พระพยอมย้ายออกจากวัดสวนแก้วในสิ้นเดือนนี้” หรือข่าว “พระพยอม ร้องขอความเป็นธรรมหวั่นวัดอาจถูกยึดที่ดิน” ข่าวนี้เป็นข่าว “ดราม่า” แต่ไม่รู้เป็นเพราะสื่อหรือใครให้ข่าวแบบนี้ ทั้งนี้เพราะที่ธรณีสงฆ์อย่างวัดสวนแก้ว คงไม่มีใครไล่พระออกไปได้
เรื่องนี้เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2550 ศาลจังหวัดนนทบุรีได้ตัดสินให้เพิกถอนการครอบครองกรรมสิทธิ์ที่ดินของจำเลยที่ 1 คือ นางวันทนา สุขสำเริง และจำเลยที่ 2 คือ มูลนิธิสวนแก้ว โดยให้กรรมสิทธิ์ที่ดิน 1 ไร่ 1 งาน 55 ตารางวา ตรงปากทางเข้าวัดสวนแก้ว กลับไปเป็นของ นางทองอยู่ หิรัญประดิษฐ์ ตามเดิม การซื้อที่ดินด้วยเงิน 10 ล้านบาทในปี 2547 ก็เป็นโมฆะด้วย ที่น่าสงสัยมากก็คือพระพยอมไม่ฟ้องผู้ขายที่ดินแปลงนี้
ผู้ขายอ้างว่าตนและมารดาอยู่มา 30 ปีก่อนไปขอจดครอบครองปรปักษ์ แต่พระพยอมอยู่วัดสวนแก้วนี้ก่อนเสียอีก คือมาอยู่ตั้งแต่ปี 2521 หรือ 36 ปีก่อนซื้อที่ดินแปลงนี้ พระพยอมก็เป็นคนที่เกิดแถวนี้ ท่านเดินบิณฑบาตผ่านที่ดินนี้ทุกวัน เจ้าของที่ดินและทายาทตัวจริงอาจเคยใส่บาตรท่านก็ได้ ท่านน่าจะพอรู้ว่าใครคือเจ้าของที่ดินแปลงข้างวัดนี้ด้วยซ้ำไป นอกจากพระพยอมไม่ฟ้องนางวันทนาแล้ว ในภายหลังท่านยังเมตตาให้ที่พักอาศัยระยะหนึ่งโดยท่านบอกว่ามีคนตามล่านางอยู่ซึ่งเป็นข้อที่ไม่อาจพิสูจน์
ศ.วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ก็ยังกล่าวว่ากรมที่ดินก็ไม่ได้ผิด ศาลก็ไม่ได้ผิด ต้องไปเอาเงินคืนจากผู้ขาย และในการสู้คดี ผู้ขายก็กลับยอมยกที่ดินคืนแก่เจ้าของที่ดินอย่างง่ายดาย แสดงว่าผู้ขายคงมีพฤติกรรมน่าสงสัย ความผิดของคนขายที่ได้เงินไปเต็มๆ แม้อาจไม่มีเงินเหลือเพราะส่วนหนึ่งใช้เพื่อการเสียภาษี ให้คนช่วยวิ่งเต้น หรือลูกหลานรวมทั้งตัวเองใช้เงินไปหมดแล้ว
ที่ผ่านมาพระพยอมยังยอมรับว่า “มีผู้บริหารโรงภาพยนตร์ฟิวเจอร์ มาหาและจะรวบรวมเงินซื้อคือให้ในราคา 15 ล้าน” เพื่อซื้อที่ดินแปลงนั้นกลับมาตามที่เจ้าของเดิมเสนอขายใหม่ แต่พระพะยอมก็กลับไม่รับข้อเสนอนี้อ้างว่า “บอกว่าคุณไม่ได้มาทำให้อาตมาเสีย แล้วคุณจะมาเสียเงินกับอาตมาทำไม เราก็นึกว่าสู้คดีไปก่อนดีกว่า” การไม่ทวงค่าเสียหายจากผู้ขายเพื่อเอาเงินวัดที่ได้จากสาธุชนผู้บริจาคคืนมา ก็เท่ากับทำเงินของส่วนรวมสูญไป พระพยอมและมูลนิธิจึงควรใช้คืนแก่วัดเอง
ข่าวที่ออกมาในเดือนมิถุนายน 2563 แสดงว่าหลังจากพระพยอมแพ้คดีและถูกเพิกถอนโฉนดตั้งแต่ปี 2547 แล้ว ท่านก็ยังถือวิสาสะเข้าครอบครองพื้นที่นั้นโดยไม่ยอมออกจากพื้นที่ ยังใช้สอยโดยไม่เสียค่าเช่าใดๆ แก่เจ้าของตามคำพิพาษาของศาลมาเป็นเวลา 16 ปี จนกระทั่งเจ้าของต้องไปฟ้องศาล ให้ศาลสั่งให้พระพยอมย้ายออก การกระทำของพระพยอมเช่นนี้ถือเป็นการบุกรุกหรือไม่ ทำผิดกฎหมายใช่หรือไม่
ราคาที่ดินตอนซื้อ 10 ล้านบาทเมื่อปี 2547 แต่ ณ สิ้นปี 2559 ราคาตลาดตามที่ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทยประเมินไว้เป็นเงิน 33.3 ล้านบาท และ ณ เดือนมีนาคม 2563 ราคาที่ดินแปลงนี้น่าจะอยู่ที่ 44 ล้านบาทแล้ว การสูญเสียโอกาสจากที่ดิน 10 ล้านบาท แถมตอนนั้นมีผู้จะช่วยซื้อให้ในราคา 15 ล้านบาท พระพยอมก็ไม่เอา และขณะนี้ขึ้นมาเป็น 44 ล้านบาทนี้ พระพยอมจึงอาจต้องรับผิดชอบความเสียหายนี้ด้วย
อย่างนี้ถือได้ไหมว่าพระพยอมต้องรับผิดชอบการดื้อแพ่งไม่ยอมย้ายออกจากที่ดินที่พระพะยอมไม่มีสิทธิ์แต่กลับยังใช้สอยต่อมาจนบัดนี้ 16 ปี และการไม่ยอมซื้อที่ดินในราคา 15 ล้านบาทที่เจ้าของเสนอขายให้และมีผู้พร้อมจะซื้อให้ (แต่ตอนนี้ราคาที่ดินแปลงนี้เพิ่มเป็น 44 ล้านบาทแล้ว)
หมายเหตุ: เผยแพร่ครั้งแรกที่ Agency for Real Estate Affairs (AREA)
อ้างอิง
พระพยอมย้ายออกจากวัดสวนแก้วในสิ้นเดือนนี้ https://www.tnnthailand.com/content/43942
พระพยอม ร้องขอความเป็นธรรมหวั่นวัดอาจถูกยึดที่ดิน https://www.posttoday.com/social/general/527667
เรื่องนี้ถึงไหน : ตอน โฉนดที่ดินถุงกล้วยแขก (1/3) http://bit.ly/2hRv2Mv
พระราชธรรมนิเทศ (พยอม กลฺยาโณ). http://bit.ly/2iC6ztp
หลวงพ่อพยอมกับถุงกล้วยแขก. http://bit.ly/2iFmNA5
หลวงพ่อพยอมกับถุงกล้วยแขก http://bit.ly/2j6hCIl
ที่มาภาพ: ไทยรัฐ
www.facebook.com/tcijthai
ป้ายคำ