21 ปี สึนามิ – น้ำท่วมหาดใหญ่ ภัยพิบัติ(ทางใจ) เราเรียนรู้อะไรบ้าง

กองบรรณาธิการ TCIJ 26 ธ.ค. 2568 | อ่านแล้ว 1009 ครั้ง


หลังน้ำท่วมหาดใหญ่ 1 สัปดาห์ ผู้ประสบภัยเผยบาดแผลทางใจหนักกว่าความสูญเสียทรัพย์สิน กรมสุขภาพจิตคัดกรองพบเสี่ยงฆ่าตัวตาย 203 ราย เครียด 709 ราย แพทย์ชี้ 21 ปีจากสึนามิ ระบบเยียวยาจิตใจไทยพัฒนาไม่มาก ภาคประชาสังคมทำได้ดีกว่ารัฐ

หาดใหญ่ - ภายหลังเหตุการณ์น้ำท่วมอำเภอหาดใหญ่ 1 สัปดาห์ ขยะยังกองเต็มสองข้างทาง ภูเขาขยะสูงเท่าคอนโดหลายสิบชั้น ผู้คนกำลังล้างบ้านเก็บกรวดสิ่งของ คัดแยกของที่ได้รับความเสียหายจากมวลน้ำ เมืองที่เคยเต็มไปด้วยสีสันและการค้าคึกคัด ฤดูไฮซีซันและเทศกาลปีใหม่ กำลังจะมาถึง อุทกภัยครั้งใหญ่สุดในชั่วชีวิตคนหาดใหญ่ ภัยพิบัติได้พัดเอาความหวังและจิตใจของเมืองแห่งนี้หายไป กลายเป็นปีที่ไม่น่าจดจำของคนเมืองหาดใหญ่

เหตุน้ำท่วมหาดใหญ่ระลอกนี้เริ่มขึ้นในวันที่ 21 พ.ย. 2568 ก่อนจะเริ่มท่วมสูงขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่วันจันทร์ที่ 24 พ.ย. ในวันที่ 25 พ.ย. ตลาดกิมหยงย่านค้าเก่าแก่เมืองเศรษฐกิจหลักของจังหวัดสงขลาและภาคใต้ จมอยู่ในน้ำเชี่ยวนาน 4-5 วัน เหตุการณ์ในครั้งนี้ระดับน้ำได้ขึ้นสูงกว่า 4-5 เมตร ในเขตพื้นที่สูงถึง 8 เมตร และมีผู้เสียชีวิตถึง 145 ราย


(น้ำท่วมหาดใหญ่ ปี 2568 ภาพจากธนาคารแห่งประเทศไทย)

ภัยพิบัติทางใจ หลังอุทกภัยใหญ่

“ผมเฝ้ามองขั้นบันได วันที่น้ำมามาก ทุก 1 ชม. น้ำจะเพิ่มขึ้น 1 ขั้น วันนั้นไฟฟ้าดับแล้ว แต่ยังดีที่มีแบตเตอรี่ไฟสตูดิโอถ่ายภาพ ทำให้ยังพอมีแสงสว่างส่องอยู่ในความมืดอยู่บ้าง จนน้ำท่วมร้านชั้นล่าง วันนั้นน่าจะเป็นวันที่ 2 ของการตัดขาดไฟฟ้า ประปาสัญญาณโทรศัพท์ มีเสียงร้องขอความช่วยเหลือ เสียงบางคนสติแตกไปแล้ว..กับการรอคอยความหวัง ผมนอนไม่หลับ เสียงฝนมันทำกังวลว่าน้ำจะมาอีกไม่รู้จบ”

วีรสิทธิ์ ชีวกุลประสิทธิ์ เจ้าของร้านถ่ายภาพบุษรากรดิจิตอล และอนาลอคแลบล้างฟิล์ม เล่าถึงวันที่น้ำท่วมหนักสุด ร้านของเขาเป็นตึกแถว อยู่ในย่านเศรษฐกิจและโรงแรม โชคดีที่ร้านของเขามี 3 ชั้น ในวันที่น้ำเริ่มเข้ามารอบแรก เขาเก็บของขึ้นไปชั้น 2 ทำให้อุปกรณ์กล้องและเครื่องล้างฟิล์ม เขาและภรรยาเก็บของขึ้นทัน แต่ร้านของเขาชั้นล้างก็ได้รับความเสียหายและยังใช้งานไม่ได้

“ผมได้ข้างบ้านที่บ้านร้านขายอาหาร นำข้าวไขเจียวและอาหารมาแบ่งปัน ในวันที่ทุกอย่างตัดขาด (ไม่มีไฟฟ้า อินเตอร์เน็ต) การพูดคุยกัน สอบถามกัน เป็นสิ่งที่ทำให้คลายกังวล ก็บอกกับแฟนว่าให้มีสติ เดี่ยวมันก็ผ่านไป”

วีรสิทธิ์ เล่าต่อว่า การมีสตินั้นสำคัญอย่างมากที่ทำผ่านเหตุการณ์นี้ไปได้ แม้เวลาจะล่วงเลยมาได้ 1 สัปดาห์แล้ว แต่เมื่อมีเสียงของฝนตก ก็ยังมีความกังวลตลอดเวลาว่าน้ำจะมา และเสียงของผู้คนขอความช่วยเหลือ ยังติดอยู่ในหูของเขา

“การเยียวยาจิตใจ ได้พูดคุยมันสำคัญนะ สิ่งของหรือเงินทองบางอย่างหากลับมาใหม่ได้ แต่ความเสียทางจิตใจ คนที่ครอบครัวสูญเสีย เขาจะเป็นอย่างไรบ้าง ตั้งแต่น้ำท่วมจนถึงวันนี้ ยังไม่มีหน่วยงานสุขภาพจิตเข้ามา แต่ก็ได้กู้ภัย คนที่เข้ามาบริจาคของ เพื่อนบ้าน สอบถามกัน ก็รู้สึกดีมาก ๆ มันสำคัญเรื่องของจิตใจโดยเฉพาะคนที่สูญเสียคนรัก”

ความเสียหายทางจิตใจ ที่ไม่สามารถประเมินราคาได้

ตลาดกิมหยงยังปิดอยู่ คราบโคน สิ่งของค้าขาย ที่ได้รับความเสียหายจกน้ำท่วม ถูกนำมาเทกอง ล้างบ้าง ทิ้งบ้าง อะไรที่สามารถขายได้ ก็นำออกมาเลหลังขาย เสื้อผ้าตัวละ 10 -20 บาท ตุ๊กตาตัวละ 5-10 บาท ถูกนำออมาหน้าร้านขาย ทุกบ้าน ทุกร้าน กำลังง่วนอยู่กับการล้างบ้าน น้ำท่วมครั้งนี้นำมาซึ่งความสูญเสียทางธุรกิจ ประเมินความเสียหายกว่า 2 หมื่นล้านบาท


(ตลาดกิมหยง ตลาดเก่าแกย่านการค้าสำคัญของ อ.หาดใหญ่)

บนชั้น 2 ของตลาดกิมหยง ราตรี กำลังเก็บของออกจากแผงขายผลไม้อบแห้ง ที่ไม่สามารถนำมาขายต่อได้อีกต่อไป ทิ้งไว้ที่กองขยะหน้าตลาด เมื่อถูกถามว่าน้ำท่วมครั้งนี้ อะไรที่คิดว่าสูญเสียมากที่สุด “จิตใจ” เธอตอบ น้ำท่วมครั้งนี้ ได้ท่วมรถยนต์ที่เธอซื้อได้น้ำพักน้ำแรงของตัวเอง ไม่เคยขับชน ดูแลมาเป็นอย่างดีกว่า 12 ปี มวลน้ำพัด ทำให้รถเกิดความเสียหาย ซึ่งรถคนนี้เธอและครอบครัวผูกพันมาก ตอนนี้ใช้งานไม่ได้ ต้องรอซ่อมอีกหลายวัน คิดไม่ว่างเลย

ไม่ไกลจากแผงราตรีมากนัก วรรณและสิงห์ สามีภรรยากำลังล้างแผงเช่าที่พวกเขาขายเสื้อผ้าเด็ก วางแผนกันว่าจะทาสีใหม่และรีโนเวทร้านค้า กรอบรูปเก่าที่มีรูปแม่และพ่อที่เสียชีวิตไปนานแล้วของวรรณ ถูกน้ำท่วม จนทำให้รูปลางจางสีเพี้ยนไปจากเดิม เป็นสิ่งที่มีคุณค่าของวรรณ ในแผงขายของของเธอที่นำมาติดไว้ เพื่อเป็นกำลังใจในการทำงาน

หากออกไปจากตลาดกิมหยงไม่มากนัก ย่านเขต 8 ติดกับคลองอู่ตะเภา บ้านชั้นเดียวหลังหนึ่งปิดเงียบ ขณะที่บ้านหลังอื่นกำลังล้างบ้าน เก็บขยะ ข้าวของที่โดนน้ำท่วม บ้านหลังนั้นกลับไม่มีกิจกรรมเคลื่อนไหม เพื่อนบ้านหลังข้างเคียง เล่าให้ผู้เขียนฟังว่า วันที่น้ำมาแรง อาม่า ได้เสียชวิต เนื่องจากอาศัยอยู่คนเดียว แววตาของผู้เล่าสะท้อนออกมาถึงความเศร้า “สงสารแกนะ”ผู้เล่าพูดสั้นๆ แล้วขอตัวไปล้างบ้านต่อ

กรมสุขภาพจิต เผยผลดำเนินงานด้านสุขภาพจิตในพื้นที่อุทกภัยหาดใหญ่ โดยทีม MCATT คัดกรองและเยียวยาจิตใจประชาชนในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ มีผู้ได้รับการประเมินสุขภาพจิต 85,648 ราย โดยพบว่ามีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย 203 ราย ภาวะเครียด 709 ราย


(การปฏิบัติงานของกรมสุขภาพจิต โดยทีม MCATT ภาพโดยกรมสุขภาพจิต)

เยียวยาจิตใจที่สำคัญไม่น้อยกว่าอย่างอื่น

ออกจากย่านใจกลางเมืองหาดใหญ่มาเล็กน้อย เขตชุมชนมุสลิม มัสยิดควนสันติ วันนี้อาเขตศาสนาได้มีเด็กและผู้ปกครองเข้ามาอย่างคึกคัก มีการแจกไอศกรีม เล่นกิจกรรม วาดรูป ต่อเลโก้ บ้านบอล และการแจกของชุดดูแลให้กำลังใจเด็ก ที่จัดโดยกลุ่มอาสาเครือข่ายเล่นเปลี่ยนโลก ทำให้มัสลิดแห่งนี้กลายเป็นลานเด็กเล่นของเด็กในวันที่บ้านของพวกเขายังเต็มไปด้วยโคลนดินและขยะ

“ ตุ๊กตาของถูกน้ำท่วมหายไป น้ำมาเร็วมาก พาลูกออกจากบ้านก่อน บ้านเราชั้นเดียว ต้องเอาชีวิตออกมากก่อน ทำให้เอาตุ๊กตาของลูกออกมาด้วยไม่ทัน เขาจะกอดนอนของเขาทุกวัน รับปากว่าจะไปซื้อให้ใหม่ แต่ยังไม่ได้ไป เห็นประกาศว่ามีกิจกรรมเด็ก เลยพาเขามา”

ผู้ปกครองรายหนึ่งเล่าให้ฟังว่านอกจากความสูญเสียทางกายภาพ บ้านของเขาที่ท่วมทุกสิ่งอย่าง ตุ๊กตาของลูกสาวก็หายไปอุทักภัยครั้งนี้ด้วย และเมื่อรู้ว่ามีกลุ่มที่เข้ามาทำกิจกรรมกับเด็ก เขาจึงพาลูกมาเข้ากิจกรรม เพราะสังเกตได้ว่าลูกเงียบผิดปกติ

“เราไม่รู้เลยว่าเด็กคิดอะไร เด็กไม่ค่อยพูด หรือพูดก็ไม่ค่อยตรงกับความรู้สึกเขา เราพบว่าหลังเหตุภัยพิบัติใหญ่ หรือเหตุการณ์ร้ายแรง เด็กที่ได้รับผลกระทบ จะเงียบและเก็บตัว ทำให้กิจกรรมที่กลุ่มเล่นเปลี่ยนโลก เข้ามาทำ มีความหมายมาก เพราะเราไม่รู้เลยว่าจิตใจเด็กได้รับผลกระทบเพียงใด เราสังเกตได้ในลานเล่น ว่าเมื่อฝนตก เด็กบางคนเหม่อลอย”

ปรัชทิพา หวังร่วมกลาง ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อนเยาวชนเพื่อการพัฒนา (มยพ.) และเครือข่ายเล่นเปลี่ยนโลก ผู้ทำงานด้านเด็กและเยาวชนเล่าถึงที่มาของการจัดกิจกรรมให้เด็กในวันนี้ โดยมีกิจกรรมหลายอย่างให้เด็กได้เล่น ได้ปลดปล่อย ในภาวะที่บ้านของเขาไม่เหมือนเดิม

“น้ำท่วม บ้านของเขาจมอยู่ในโคลน สิ่งของต่าง ๆ ไม่เหมือนเดิม บางทีความเครียดของพ่อแม่ก็ส่งผลไปถึงเด็ก ช่วงเวลาที่ยากรำบาก เรามักไม่มองถึงจิตใจเขา สิ่งที่เขาได้รับผลกระทบ จะฝังอยู่ในจิตใจเขาไป มันเป็นบาดแผลทางใจ ที่ถ้าไม่ได้รับการเยียวยา ก็ติดตัวเขาไป หมอเคยเล่าให้ฟังว่าคนที่เป็นซึมเศร้า ส่วนมากเลยมาจากเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบตอนเด็ก ”

ปรัชทิพา เล่าถึงสิ่งที่เด็กต้องเจอเมื่อได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม เธอยกตัวอย่างสิ่งที่กลุ่มของพวกเธอเข้าไปทำกิจกรรมกับเด็กเพื่อฟื้นฟูและเยียวยาจิตใจ จากเหตุการณ์กราดยิงศูนย์เด็กเล็กหนองบัวลำภู ซึ่งสร้างบาดแผลให้เด็กเป็นอย่างมาก การเข้าไปเยี่ยวยา ทำให้เด็กได้ผ่อนคลาย ปลดปล่อย เป็นสิ่งจำเป็นเมื่อเด็กต้องเผชิญกับเรื่องราวที่รุนแรงและเกิดความคาดหมาย

“เราไม่รู้เลยจะเจออะไรในโลกปัจจุบัน ที่สภาวอากาศแปรปวน โลกรวน แบบนี้ การเตรียมความพร้อมเยียวยาจิตใจ ของเด็กด้วย ของผู้ใหญ่ด้วยต้องให้เท่าทัน เราต้องเตรียมพร้อมอยู่เสมอ ภัยพิบัติไม่เคยเตือนล่วงหน้า เมื่อเจอสภาวะแบบนี้ เราต้องทำให้ทุกคนมีความหวัง อยากหนักตรงนี้ด้วย ”

นอกจากกลุ่มเล่นเปลี่ยนโลก ที่ทำกิจกรรมกับเด็กแล้วยังมีกลุ่มอาสาสมัครอีกหลายกลุ่มเข้ามาทำกิจกรรมเยียยาทางใจ เช่น กลุ่ม Hatyai Connext ทำกิจกรรมกอด เพื่อให้กำลังจังคนที่ได้รับกระทบต่ออุทกภัยครั้งนี้ และการฟื้นฟู กลุ่มกระจกเงา ที่มีอาสาฟื้นฟู ทำกิจกรรมล้างบ้านและได้พูดคุยเยียวยาทางจิตใจด้วย

21 ปี สึนามิ บาดแผลทางใจที่ยังไม่หายดี

“ทุกวันนี้ผู้ใหญ่ออกเรือ มันก็มีความกลัวทุกครั้ง กลัวว่าคลื่นใหญ่ ที่เหมือนมือ จะมาเขมือบเราลงทะเล แล้วหายไปเหมือนกันตอนสึนามิมา แม้เวลาจะนานมากแล้ว แต่มันก็ยังกลัวอยู่”

ประทีป นาวารักษ์ ผู้ใหญ่บ้านลำปี อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา ชุมชนชาติพันธุ์ชาวเลมอแกลน ได้อธิบายความรู้สึกที่ไม่สามารถลบภาพจากความทรงจำของเหตุการณ์สึนามิ ปี 2547 ออกไปได้แม้จะผ่านมากว่า 21 ปีแล้ว

ผู้ใหญ่ประทีป เล่าย้อนให้ฟังถึงตอนเกิดเหตุการณ์สึนามิว่าชุมชนของเขารำบากมาก กว่าจะได้รับการช่วยเหลือก็นาน เพราะเป็นชุมชนที่ไม่ได้รับผลกระทบมากและอยู่ห่างไกลจากศูนย์ช่วยเหลือ ความช่วยเหลือเลยช้า มาไม่ถึง โดยเฉพาะด้านจิตใจของคนในชุมชน

“ไม่มีเลย แต่ก่อนเรื่องของจิตใจที่เข้ามา มีแต่พวกอาสา มีบาตรหลวงเข้ามา แต่ก็จะเข้ามาก็ช้ามากแล้ว หลายเดือนกว่าได้รับความช่วยเหลือ ในตอนนี้ไม่มีโทรศัพท์ การสื่อสารมันยากมาก ข่าวลือว่าคลื่นจะมาอีกรอบก็ ก็บ่อย ช่วงนั้นไม่เป็นอันหลับอันนอนเลย เราต้องให้ครอบครัวเรา อพยพขึ้นไปบนภูเขา”

ผู้ใหญ่เล่าต่อว่า บาดแผลทางใจครั้งนั้นร้ายแรงมาก จากที่เขาได้อยู่กับผู้สูญเสีย เหตุการณ์ครั้งนั้น ที่หมู่บ้านของเขามีคนเสียชีวิต 9 ราย โดยที่บางรายสูญเสียทั้งครอบครัวและตัวเองก็รู้สึกผิดที่ยังมีชีวิตรอดอยู่คนเดียว

“ยายวี ลูกแกเสีย 2 คน ในตอนสึนามิ เจ็บปวดมาก แกเปลี่ยนไปจากเดิม เป็นคนเก็บตัว ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนในชุมชนเลย จนเมื่อไม่กี่ปีมานี่ เราก็ค่อย ๆ เข้าไปคุย แกเก่งจักรสานมาก ทำเสื่อเก่ง เราก็ให้แกมาสอน ช่วงหลัง ๆ แกก็ดูดีขึ้นมาเลย ชอบทำกิจกรรม มีปฏิสัมพันธ์กันคนอื่น”

ผู้ใหญ่ประทีป เล่าถึงวิธีการเยียวยาโดยใช้กลไกลของชุมชนเข้ามาดูแล เขาเสนอต่ออีกว่าชุมชนไกลชิดกันมากสุด สิ่งแรกเจอเมื่อมีภัยพิบัติ ต้องช่วยกัน เรื่องของการดูแลเยียวยาจิตใจต้องรวดเร็ว มันสำคัญมาก ทำยังไงให้พวกเขามีความสึกดีบ้าง เมื่อพบกับการสูญเสีย


(กองขยะสูงเท่าตึกหลายสิบชั้น ในเมืองหาดใหญ่)

บทเรียนจากสึนามิ – น้ำท่วมหาดใหญ่ รักษาเยียวยาจิตใจ ไทยพัฒนามาไกลแค่ไหน

“ภัยพิบัติสึนามิ ในตอนนั้นเราทำการเยียวยาจิตใจจาการสูญเสียเป็นหลัก เสียชีวิต 5 พันกว่าราย ทำให้ต้องเน้นไปที่การดูแลผู้สูญเสีย โดยเฉพาะการสูญเสียรวมกลุ่มของหมู่บ้าน บางทีตายไป 150 คน ในตอนนั้น ประเทศเราเลยเน้นไปที่จุดนี้ แต่พอเป็นน้ำท่วมการสูญเสียบุคคลเป็นหลัก ทำให้วิธีการจะต่างกัน”

นายแพทย์ สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ประธานชมรมแพทย์ชนบท หนึ่งในผู้ร่วมวอร์รูมภาคประชาชนในเหตุการณ์ในท่วมหาดใหญ่ เล่าถึงเหตุการณ์สึนามิเมื่อ21 ปีที่แล้วและเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ ที่มีความต่างของการสูญเสีย ผลกระทบจากภัยพิบัติต่างชนิด

“มีหลายอย่างน่าสนใจมาก ในเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ การเยียวยาจิตใจ มีปรากฏการณ์หนึ่งเกิดขึ้น คือ การกอด ของเครือข่าย หาดใหญ่ คอนเนค แค่ไปก่อนไม่ต้องมีคำถามคัดกรองตอบเป็นข้อ ๆ ที่หน่วยงานรัฐใช้ แค่กอดทุกอย่างก็พรั่งพรูออกมาเอง”

โดยที่นายแพทย์สุภัทร ได้ให้ความเห็นว่ารอบนี้การทำงานของกรมสุขภาพจิต ทำได้ดีพอสมควร มีการระดมกำลังทีม MCATT เดินเท้าลงชุมชนคัดกรองผู้ที่มีความเสี่ยงได้รวดเร็ว แต่ในมิติของการเยียวยาจิตใจยังไม่ครอบคลุม

นายแพทย์สุภัทร เล่าต่อว่าโดยการเยียวยาจิตใจแบ่งออกเป็น 2 ชุดความคิด ชุดแรกคือแบบที่กรมสุขภาพจิตและหน่วยงานรัฐทำคือ หาคนที่ได้รับผลกระทบจากครอบครัวสูญเสีย ที่เสี่ยงต่อโรคจิตรแพทย์มารักษา โดยกลุ่มนี้ภาครัฐทำได้ดีพอสมควร และอีกชุดความคิด คือ ต้องแก้ปัญหาชีวิตของเขาด้วย สุขภาพจิตจึงดี ทำให้บ้านกลับมาเหมือนเดิม ให้อาชีพกลับมา เขากลับมาฟื้นตัวได้ ตรงนี้เป็นปัจจัยภายนอกไม่ใช่ภายในที่เขาไม่เข็มแข็ง ตรงนี้คิดว่าภาครัฐยังขาดอยู่

“ตรงมิตินี้ ที่เกิดกับปัจจัยภายนอก รอบนี้ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน ทำได้ดีมาก เช่น มูลนิธิกระจกเงา มีอาสาเข้ามาล้างบ้าน อิชิตัน บุ๋ม ปนัดดา และอีกหลายๆกลุ่ม เหล่านี้เข้ามาทำให้ปัจจัยภายนอก ช่วยให้ชีวิตของเขาเดินต่อไปได้ สุขภาพจิตก็ดีขึ้นตามด้วย”

นายแพทย์สุภัทร ตั้งข้อสังเกตว่า ในส่วนของการช่วยเหลือเยียวยาที่เป็นเรื่องของจิตใจ ต้องดูที่ภาพรวมด้วยในทั้งสองมิติ เรื่องนี้ไม่ได้พูดถึงในวอร์รูมภาครัฐเมื่อเกิดเหตุการณ์ ภาครัฐจะคิดแต่ภาพใหญ่ โดยลืมรายละเอียดเหล่านี้ เลยตกมาที่ภาคประชาชนช่วยกัน ฟื้นฟูภัยพิบัติรอบนี้ ถือว่าทำได้ดี


(กลุ่มอาสา จากมูลนิธิกระจกเงา กำลังให้ของช่วยเหลือในชุมชน หลังน้ำลดลง )

นายแพทย์สุภัทร กล่าวต่อว่า จากผู้สังเกตการณ์ใน 21 ปีที่ผ่านมา ภัยพิบัติใหญ่ สึนามิ จนถึงเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ การเยียวยาจิตรใจของไทยยังพัฒนาไปไม่เยอะจากเดิม เพราะหน่วยงานรัฐยังติดกรอบเดิม ควรมีการบูรณาร่วมมือกับหน่วยงานในพื้นที่คัดกรอง ใช้ฐานข้อมูลให้เกิดประโยชน์กว่านี้ ไม่ใช่แค่ทำใบคัดกรองเดินลงไปกรอกตามชุมชน

“ สมมุติว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์และกรมสาธารณสุข เป็นเจ้าภาพในเรื่องนี้ จะได้ระดมทรัพยากร บทบาทเจ้าหน้าที่ของรัฐจะได้ชัดเจนขึ้น นอกจากงานรูทีนของตัวเองช่วงภัยพิบัติ ให้หาดใหญ่เป็นบทเรียนของอนาคต โดยที่ไม่รู้ว่าภัยพิบัติจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่และพื้นที่ใด”


________
ชิ้นงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ UNDP Media Fellowship on Sustainable Development ในด้านการเสริมสร้างความพร้อมรับ-ปรับ-ฟื้นจากภัยพิบัติ ภายใต้โครงการเตรียมความพร้อมรับมือภัยสึนามิ ข้อความ มุมมอง และความคิดเห็นที่นำเสนอในเนื้อหานี้ไม่จำเป็นต้องสะท้อนมุมมองของ UNDP

 

 

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ
Like this article:
Social share: