ส.อ.ท. เผยยอดส่งออกรถยนต์เดือน ม.ค. 2568 ร่วงหนักสุดในรอบ 33 เดือน กังวลสงครามการค้า ฉุดยอดผลิตรถยนต์ตก 24.63% จี้รัฐเร่งออกมาตรการช่วยเหลือค้ำประกันปล่อยสินเชื่อรถกระบะเร็วขึ้น ขณะที่การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอยู่ที่ 1,665 คัน เพิ่มขึ้น 155.37% แต่ยอดขายลดลง 28.08% | ที่มาภาพ: สถาบันยานยนต์
สำนักข่าวไทย รายงานเมื่อช่วงเดือน ก.พ. 2567 ว่า นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยยอดการผลิตรถยนต์ทั้งหมดในเดือนมกราคม 2568 มีทั้งสิ้น 107,103 คัน ลดลงจากเดือน ม.ค. 2567 ร้อยละ 24.63 แบ่งเป็นการผลิตรถยนต์ขายในประเทศลดลงร้อยละ 31.78 ตามยอดขายที่ลดลง และผลิตส่งออกลดลงร้อยละ 21.10 ตามยอดส่งออกที่ลดลง
โดยยอดการผลิตรถยนต์นั่งในเดือน ม.ค. 2568 อยู่ที่ 35,714 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม 2567 ร้อยละ 31.98 โดยแบ่งเป็นรถยนต์นั่ง ICE (Internal Combustion Engine) 15,970 คัน ลดลงร้อยละ 51.09 รถยนต์นั่ง BEV (Battery Electric Vehicle ) 1,665 คัน เพิ่มขึ้นอยละ 155.37 ,รถยนต์นั่ง PHEV ( Plug-in Hybrid Electric Vehicle )มีจำนวน 2,165 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 439.90 รถยนต์นั่ง HEV ( Hybrid Electric Vehicle ) มีจำนวน 15,914 คัน ลดลงร้อยละ 15.36 ,รถยนต์บรรทุก เดือน ม.ค. 2568 ผลิตได้ทั้งหมด 71,389 คัน ลดลงร้อยละ 20.31 ,รถกระบะขนาด 1 ตัน เดือน ม.ค. 2568 ผลิตได้ทั้งหมด 70,604 คัน ลดลงร้อยละ 18.65
แบ่งเป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศในเดือน ม.ค. 2568 ผลิตได้ 32,059 คัน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 29.93 ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงร้อยละ 31.78 การผลิตเพื่อส่งออก อยู่ที่ 75,044 คัน คิดเป็นร้อยละ 70.07 ของยอดการผลิตทั้งหมดลดลงจากเดือน ม.ค. 2567 ร้อยละ 21.10
ขณะที่ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศเดือน ม.ค. 2568 มีจำนวนทั้งสิ้น 48,092 คัน ลดลงร้อยละ 12.26 เนื่องจากสถาบันการเงินยังคงเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อจากหนี้ครัวเรือนสูงและเศรษฐกิจในประเทศปี 2567 ขยายตัวในอัตราต่ำที่ร้อยละ 2.5 ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมยังคงลดลงโดยเฉพาะผลผลิตยานยนต์ที่มีอุตสาหกรรมต่อเนื่องมากลดลง แรงงานจำนวนมากมีรายได้ลดลง ทำให้ใช้จ่ายลดลง ส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัวในอัตราต่ำ จึงขอให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการช่วยเหลือค้ำประกันการปล่อยสินเชื่อซื้อรถกระบะให้เร็วขึ้นจาก 4 เดือนร่นเวลาเป็น 2 เดือนเพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมผลิตมากขึ้น มีการจ้างงานมากขึ้น ส่งผลให้ประชาชนมีกำลังซื้อและจับจ่ายใช้สอยมากขึ้นส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัวในอัตราสูงขึ้น ช่วยสร้างบรรยากาศการลงทุนให้เร็วขึ้น
สำหรับรถยนต์รถยนต์นั่งที่ขายในประเทศได้ในเดือน ม.ค. 2568 มีจำนวน 30,610 คัน คิดเป็นร้อยละ 63.65 ของยอดขายทั้งหมด ลดลงจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 10.92 แบ่งเป็นรถยนต์นั่งสันดาปภายใน (ICE) 12,010 คัน เท่ากับร้อยละ 24.97 ของยอดขายทั้งหมด ลดลงจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วที่ร้อยละ 16.44 ,รถยนต์นั่งไฟฟ้า (BEV) 7,022 คัน เท่ากับร้อยละ 14.60 ของยอดขายทั้งหมด ลดลงจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วที่ร้อยละ 28.08 ,รถยนต์นั่งไฟฟ้าผสมแบบเสียบปลั๊ก (PHEV) 965 คัน เท่ากับร้อยละ 2.01 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 884.69 ,รถยนต์นั่งไฟฟ้าผสม (HEV) 10,613 คัน เท่ากับร้อยละ 22.07 ของยอดขายทั้งหมด ลดลงจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 4.77 ,รถกระบะมีจำนวน 12,261 คัน ลดลงจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 17.51
ส่วนการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปในเดือน ม.ค. 2568 ส่งออกได้ 62,321 คัน ลดลง ร้อยละ 28.13 ต่ำสุดในรอบ 33เดือน เนื่องจากความกังวลเรื่องสงครามการค้าที่สหรัฐอเมริกาขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ จึงต้องติดตามกันต่อไปว่าจะมีการตอบโต้มากน้อยเพียงใด รวมทั้งการส่งออกของรถยนต์ไฟฟ้าจีนราคาถูกมาแข่งขันมากขึ้นในประเทศคู่ค้า และรถยนต์ส่งออกบางรุ่นกำลังจะเปลี่ยนเป็นรุ่นใหม่ และจากเดือน ธ.ค. มีวันหยุดมาก บางบริษัทเปิดทำการช้าในเดือน ม.ค. จึงผลิตได้น้อย ทำให้เดือน ม.ค. มีรถส่งออกไปได้น้อยในตลาดออสเตรเลียตะวันออกกลาง ยุโรป อเมริกากลางและอเมริกาใต้
ส่งผลให้เดือน ม.ค. 2568 รวมมูลค่าการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนอื่น ๆ อะไหล่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 68,069.18 ล้านบาท ลดลงจากปี 2567 ร้อยละ20.63
www.facebook.com/tcijthai
ป้ายคำ