กมธ.พลังงาน สรุป 8 แนวทางแก้ปัญหาค่าไฟฟ้าแพง เชื่อลดได้ 0.8907 บาทต่อหน่วย ทุบค่าไฟฟ้าเหลือไม่เกิน 4 บาท

กองบรรณาธิการ TCIJ 20 มี.ค. 2568 | อ่านแล้ว 1470 ครั้ง

กมธ.พลังงาน สรุป 8 แนวทางแก้ปัญหาค่าไฟฟ้าแพง เชื่อลดได้ 0.8907 บาทต่อหน่วย ทุบค่าไฟฟ้าเหลือไม่เกิน 4 บาท

คณะกรรมาธิการการพลังงาน สภาผู้แทนราษฎร สรุปผลการศึกษา “ญัตติแก้ไขปัญหาค่าไฟฟ้าแพง” ออก 8 มาตรการช่วยลดค่าไฟฟ้าประชาชน เช่น ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรบผู้ใช้ไฟฟ้าทุกประเภท, ทบทวนและปรับปรุงเงื่อนไขระบบ Adder และ FiT, นำรายได้ค่าภาคหลวงและส่วนแบ่งกำไรของรัฐในส่วนของภาคไฟฟ้า มาลดต้นทุนค่าเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าให้แก่ประชาชน และการปรับลดเงินนำส่งคืนรัฐของการไฟฟ้าทั้งสามแห่งจาก 50% ลดลงเหลือ 20% เป็นต้น ระบุหากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้จริงจะช่วยลดค่าไฟฟ้าลงได้ 0.8907 บาทต่อหน่วย หรือทำให้ค่าไฟฟ้าเหลือ 3.5817 บาทต่อหน่วย จากค่าไฟฟ้าปัจจุบัน 4.15 บาทต่อหน่วย

Energy News Center รายงานเมื่อช่วงต้นเดือน มี.ค. 2568 ว่า คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาญัตติแก้ไขปัญหาค่าไฟฟ้าแพง ของคณะกรรมาธิการการพลังงาน สภาผู้แทนราษฎร ได้รายงานผลการพิจารณาศึกษา “ญัตติแก้ไขปัญหาค่าไฟฟ้าแพง” เพื่อพิจารณาหามาตรการและแนวทางที่เหมาะสมในการลดค่าไฟฟ้าให้อยู่ระดับที่เหมาะสมและเป็นธรรม ช่วยแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนผู้บริโภค และให้ผู้ที่เกี่ยวข้องนำรายงานฉบับนี้ไปศึกษาเพื่อกำหนดมาตรการและแนวทางในการแก้ไขปัญหาค่าไฟฟ้าแพงให้สำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนต่อไป

โดยสาระสำคัญของผลการศึกษาระบุว่า จากการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูล ทางคณะกรรมาธิการฯ ได้สรุป 8 มาตรการสำคัญที่สามารถช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าและทำให้ราคาค่าไฟฟ้าต่อหน่วยลดลงได้อย่างมีนัยสำคัญ ดังนี้

1.มาตรการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรบผู้ใช้ไฟฟ้าทุกประเภท เนื่องจากการชำระค่าไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้าทุกประเภทต้องเสียภาษี VAT อยู่ 7% ให้ลดเก็บเหลือ 0% ซึ่งจะช่วยลดค่าไฟฟ้าได้ 0.3224 บาทต่อหน่วย แต่แนวทางนี้อาจส่งผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ของภาครัฐที่ลดลง ซึ่งหากสถานการณ์ราคาพลังงานมีทิศทางดีขึ้น ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจและสังคมเปลี่ยนแปลงไป ก็อาจพิจารณาทบทวนปรับอัตราการจัดเก็บ VAT เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ต่อไปได้

2.การทบทวนและปรับปรุงเงื่อนไขการสนับสนุนการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Adder และ Feed in Tariff (FiT) โดยที่ผ่านมาการรับชื้อไฟฟ้าแบบ การให้เงินส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) และ การให้เงินสนับสนุนตามต้นทุนที่แท้จริง (FiT) สำหรับกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) และผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) เมื่อครบอายุสัญญารับซื้อไฟฟ้าจะได้ต่อสัญญาในเงื่อนไขเดิมและได้รับการอุดหนุนราคารับซื้อไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าขนาดเล็กและรองรับไฟฟ้าสะอาดให้มากขึ้น ซึ่งปัจจุบันผู้ประกอบการกลุ่มนี้ผ่านจุดคุ้มทุนแล้ว รวมทั้งมีความพร้อมรับมือกับการแข่งขันได้ และมีการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน ทำให้สามารถลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจึงควรทบทวนความเหมาะสมของเงื่อนไขสัญญา โดยเฉพาะที่กำหนดให้ต่ออายุโดยอัตโนมัติทุกๆ 5 ปี เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อสะท้อนต้นทุนการผลิตที่แท้จริงและไม่เป็นภาระกับประชาชน ซึ่งหากทบทวนและปรับปรุงเงื่อนไขการสนับสนุนรับซื้อไฟฟ้าดังกล่าวได้ จะช่วยลดค่าไฟฟ้าได้ 0.1700 บาทต่อหน่วย

3. การนำรายได้ค่าภาคหลวงและส่วนแบ่งกำไรของรัฐในส่วนของภาคไฟฟ้า มาลดต้นทุนค่าเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าให้แก่ประชาชนแทนการจ่ายให้แก่รัฐโดยตรง ด้วยวิธีการตั้งงบประมาณรายจ่ายอุดหนุนให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดยระบุแหล่งที่มาของงบประมาณจากยอดเงินค่าภาคหลวงปิโตรเลียม ตาม พ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 ซึ่งในปี 2566 มีรายได้เฉลี่ยประมาณ 24,897 ล้านบาท จะช่วยลดค่าไฟฟ้าลงได้ 0.1255 บาทต่อหน่วย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ภาครัฐลดลง ดังนั้นในอนาคตอาจกลับมาทบทวนปรับให้เหมาะสมกับสถานการณ์ต่อไปได้

4.การกำหนดให้หน่วยงานที่ใช้ไฟฟ้าสาธารณะเป็นผู้รับผิดชอบจัดหางบประมาณมาจ่ายค่าไฟฟ้าเอง เพื่อลดภาระที่ประชาชนต้องแบกรับในปัจจุบัน ซึ่งรัฐอาจต้องสนับสนุนงบประมาณให้หน่วยงานที่มีงบประมาณไม่เพียงพอ ซึ่งจากการศึกษาพบว่าค่าไฟฟ้าสาธารณะคิดเป็นเงินประมาณ 20,482 ล้านบาทต่อปี ซึ่งมาตรการนี้จะช่วยลดค่าไฟฟ้าได้ 0.1032 บาทต่อหน่วย

5.การปรับลดเงินนำส่งคืนรัฐของการไฟฟ้าทั้งสามแห่งจาก 50% ลดลงเหลือ 20% เพื่อนำส่วนต่างมาปรับลดค่าไฟฟ้าให้แก่ประชาชน ซึ่งรัฐอาจสูญรายได้ปีละ 16,820 ล้านบาท แต่คาดว่าจะช่วยลดค่าไฟฟ้าได้ 0.0848 บาทต่อหน่วย ดังนั้นในอนาคตอาจกลับมาทบทวนปรับเงินนำส่งรัฐให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันได้

6.การทบทวนสัดส่วนของการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) แบบสัญญาระยะยาว (Long-term) ต่อสัญญาแบบราคาตลาดจร (Spot LNG) ให้เหมาะสมเพื่อลดต้นทุนค่าก๊าซธรรมชาติ จากการศึกษาพบว่าหากเพิ่มสัดส่วนการนำเข้า LNG แบบสัญญา Long-term จากเดิมที่อยู่ในระดับ 43-47% ให้เพิ่มเป็น 85% ของการนำเข้า LNG ทั้งหมด จะช่วยลดค่าไฟฟ้าได้ 0.0626 บาทต่อหน่วย

7.การปรับลดเกณฑ์อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ใช้ในการคำนวณรายได้ที่พึงได้รับของการไฟฟ้า ให้เป็นไปตามประมวลรัษฎากรจาก 30% ลดลงเหลือ 20% ให้สอดคล้องกับการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลตามกฎหมายปัจจุบันที่จัดเก็บในอัตรา 20% ตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นมา ซึ่งคาดว่ามาตรการนี้จะช่วยลดค่าไฟฟ้าได้ 0.0174 บาทต่อหน่วย

และ 8.การจัดตั้งคลังกักเก็บ LNG เป็นเขตปลอดอากร เพื่อให้การนำเข้า LNG เกิดการใช้ประโยชน์สูงสุด ลดการนำเข้าก๊าซธรรมชาติแบบเร่งด่วน ในลักษณะ Spot LNG ที่มีราคาสูง และสามารถให้สิทธิในการยืม-คืน ระหว่าง Shipper แต่ละรายได้ โดยไม่ต้องเสียภาษี ซึ่งในระยะยาวจะช่วยลดต้นทุนการนำเข้า LNG ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า และจะช่วยลดค่าไฟฟ้าลงได้ 0.0048 บาทต่อหน่วย

โดยรวมหากภาครัฐนำทั้ง 8 มาตรการไปใช้ได้จริงจะทำให้ค่าไฟฟ้าลดลงได้ 0.8907 บาทต่อหน่วย เช่น ปัจจุบันค่าไฟฟ้า 4.15 บาทต่อหน่วย รวมภาษีมูลค่าเพิ่มเท่ากับ 4.4405 บาทต่อหน่วย จะสามารถลดลงได้ไม่น้อยกว่า 0.8588 บาทต่อหน่วย และจะทำให้ค่าไฟฟ้าเหลือ 3.5817 บาทต่อหน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

 

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ
Like this article:
Social share: