ได้ดู Sentimental Value ควบกับ Hamnet มาในคืนเดียวกัน แล้วพบว่าสองเรื่องนี้พูดถึงสิ่งเดียวกันในแบบที่คล้ายกันอย่างน่าสนใจ นั่นคือมุมมองของ "ความเป็นพ่อ" ใน Sentimental Value มี Gustav Borg ผู้กำกับภาพยนตร์ที่ทิ้งครอบครัวไปตามความฝัน ส่วนใน Hamnet ก็คือเชกสเปียร์ในบทบาทสามีและพ่อที่เลือกเดินทางเข้าเมืองเพื่อเป็นนักเขียนบทละคร
สิ่งที่ทั้งสองตัวละครมีร่วมกันคืออิสระ พวกเขาสามารถออกไปทำในสิ่งที่รักได้โดยไม่ต้องแบกพันธะไว้กับบ้าน ขณะที่ตัวละครแม่อย่าง Agnes ใน Hamnet หรือ Agnes ใน Sentimental Value (ใช่ ทั้งคู่ชื่อเดียวกัน และมันสับสนมากเวลาเอาสองเรื่องมาพูดถึงพร้อมกัน) ถึงจะเป็นตัวละครที่มีความลึกและมีตัวตนเป็นของตัวเอง แต่ก็ถูกผูกติดอยู่กับบทบาทของความเป็นแม่ ซึ่งหมายถึงความห่วงใย ความรับผิดชอบ และพันธะที่ตัดไม่ขาด
หนังทั้งสองเรื่องพยายามนำเสนอ "บทลงโทษ" สำหรับพ่อที่เลือกออกห่างจากบ้าน Borg มีลูกสาวที่ไม่สนิทกับเขา เชกสเปียร์ไม่ได้อยู่เคียงข้างลูกชายอย่าง Hamnet ในวันที่เขาป่วยและเสียชีวิต ความห่างเหินนั้นทิ้งรอยไว้จริง แต่หนังก็บอกเล่าในเวลาเดียวกันว่าการออกไปตามความฝันให้ผลตอบแทนอันยิ่งใหญ่ ทั้งสองเรื่องเดินไปสู่บทสรุปที่บอกว่าในที่สุด Agnes กับเชกสเปียร์ก็จะเข้าใจกัน ลูกสาวทั้งสองคนของ Borg ก็จะเข้าใจพ่อผ่านบทภาพยนตร์ที่เขาเขียนถึงพวกเธอ
แต่นั่นแหละคือสิ่งที่รู้สึกว่ามันคือ แฟนตาซี
เพราะถ้าหยุดอินกับเรื่องราวแล้วมองให้ดี สิ่งที่เกิดขึ้น "ระหว่างทาง" ก่อนจะถึงบทสรุปที่งดงามนั้นคืออะไร? คือตัวละครแม่ที่กลายเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง รักและเอาใจใส่ลูก แต่เต็มไปด้วยความกังวล ความระแวดระวัง และความเศร้าเสียใจที่สะสมอยู่ตลอดเวลา อย่างที่ Nora กับ Agnes ใน Sentimental Value บรรยายถึงแม่ของตัวเองว่าเป็นความยากลำบากอีกรูปแบบหนึ่งในช่วงชีวิตที่ต้องดูแลเธอจนวาระสุดท้าย โดยที่ไม่มีพ่ออยู่ด้วยเพราะหย่าไปนานแล้ว หรืออย่าง Agnes ใน Hamnet ที่ต้องเผชิญกับการสูญเสียลูกชายโดยลำพัง
ลูกรักแม่ แต่ลูกไม่อยากมีชีวิตแบบแม่ และนั่นเองที่หนังทั้งสองเรื่องฉายให้เห็นโดยที่อาจไม่ได้ตั้งใจ
มองในแง่นี้ ความที่ภรรยาและลูกอยากให้มี "พ่อ" อยู่ในชีวิต จึงถูกนำเสนอได้สองทาง ทั้งในฐานะแรงบันดาลใจ และในฐานะบ่วงที่ฉุดรั้ง เพราะความต้องการของครอบครัวกลายเป็นสิ่งที่ "พ่อ" ต้องเลือกระหว่างการยอมรับหรือหลีกหนี
ขณะที่ภาพของความเป็นแม่กลับถูกผลิตซ้ำในแบบที่แตกต่างออกไป ความเป็นแม่หมายถึงการยึดลูกเป็นศูนย์กลางของชีวิต ถึงแม้ตัวละครแม่ในทั้งสองเรื่องจะมีความฝัน มีความคิดที่เป็นของตัวเอง และมีความสามารถที่โดดเด่น แต่พวกเธอก็ทำมันได้ไม่เต็มที่เหมือนผู้ชาย และภาระที่เหลือจากการดูแลบ้านและลูกนั้นมักถูกส่งต่อให้ลูกสาว กลายเป็นวัฏจักรของผู้อยู่เบื้องหลังที่หมุนเวียนไม่สิ้นสุด ลูกสาวรุ่นต่อไปที่เลือกไม่มีครอบครัวก็อาจมองตัวเองแล้วรู้สึกไม่สมบูรณ์ แม้จะประสบความสำเร็จและมีอิสระในชีวิต อย่างที่เห็นในตัวละครอย่าง Nora
สิ่งนี้ล้วนมาจาก gender role ที่สร้างโครงสร้างให้ผู้ชายมีอิสระมากกว่าตั้งแต่ต้น พ่อที่สร้างสิ่งยิ่งใหญ่ทิ้งไว้จะถูกจดจำและยกย่อง ถึงจะละเลยสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ในบ้านก็ดูจะเป็นเรื่องรับได้ ส่วนแม่ที่ดูแลบ้านและลูกแต่ไม่ได้ทำสิ่งยิ่งใหญ่อะไร กลับถูกมองเป็นภาพที่ลูกรักแต่ไม่อยากเดินตาม
ลองนึกภาพง่ายๆ ว่าถ้าหนังสองเรื่องนี้สลับบทบาทกัน ถ้าเป็นแม่ที่ทิ้งลูกไปกำกับภาพยนตร์หรือเขียนบทละคร เรื่องราวนั้นคงเป็นหนังคนละม้วนอย่างแน่นอน
www.facebook.com/tcijthai
ป้ายคำ

