สมาคมผู้เลี้ยงสุกรเตรียมหารือผู้ประกอบการรายใหญ่ 26 ม.ค. เสนอทำหมูหันตัดวงจรลูกสุกร ลดอุปทานในตลาด หลังราคาหมูหน้าฟาร์มเหลือ 56–68 บาทต่อกิโลกรัม ต่ำกว่าต้นทุน หวังดันราคาแตะระดับ 70 บาทต่อกิโลกรัม
23 มกราคม 2569 สำนักข่าวไทย รายงานว่า นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติเปิดเผยว่า ปัจจุบันราคาสุกรหน้าฟาร์มเฉลี่ยอยู่ในช่วงประมาณ 64–68 บาทต่อกิโลกรัม แตกต่างกันไปตามภูมิภาค แต่สุกรที่จับเข้าสู่ตลาดส่วนกลาง โดยเฉพาะสุกรจากพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งต้องขนส่งระยะไกล มีราคารับซื้อเพียงราว 56 บาทต่อกิโลกรัม ส่งผลให้เกษตรกรขาดทุนเกือบ 1,000 บาทต่อตัว
สาเหตุสำคัญมาจากต้นทุนการผลิตที่ยังอยู่ในระดับสูง ประกอบกับโครงสร้างการเลี้ยงสุกรที่เปลี่ยนแปลงไป โดยแหล่งเลี้ยงในพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล และภาคตะวันตก ลดลงจากข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้ฐานการผลิตย้ายไปอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือตอนล่าง ส่งผลให้ต้นทุนขนส่งและการสูญเสียน้ำหนักระหว่างการเคลื่อนย้ายเพิ่มขึ้น และทำให้ราคาสุกรหน้าฟาร์มกับราคาส่วนกลางแตกต่างกันมากกว่า 10 บาทต่อกิโลกรัม
ทั้งนี้ ผู้เลี้ยงสุกรเตรียมนัดหารือร่วมกันในวันที่ 26 มกราคม โดยเชิญผู้ประกอบการรายใหญ่ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อพิจารณามาตรการแก้ไขปัญหาระยะสั้น โดยมุ่งเน้นความร่วมมือในลักษณะสมัครใจของผู้ประกอบการ เช่น การเพิ่มการทำหมูหัน ซึ่งเป็นการตัดวงจรลูกสุกรไม่ให้เข้าสู่การขุนเต็มรูปแบบ เพื่อลดแรงกดดันด้านอุปทานในตลาด โดยตั้งเป้าพยุงราคาสุกรให้อยู่ในระดับประมาณ 70 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งยังพอรองรับต้นทุนการผลิตได้
ที่ผ่านมา สมาคมฯ ได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการรายใหญ่อย่างดี โดยเฉพาะมาตรการในลักษณะสมัครใจ เช่น โครงการตัดวงจรหมูขุน ด้วยการนำลูกสุกรมาทำหมูหัน ซึ่งเคยดำเนินการในปี 2568 และสามารถช่วยพยุงราคาสุกรให้ปรับตัวดีขึ้นได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันอุตสาหกรรมสุกรไทยยังเผชิญปัญหา อุปทานมากกว่าอุปสงค์ โดยมีสาเหตุสำคัญจากการปรับปรุงสายพันธุ์สุกรที่ทำให้แม่พันธุ์ให้ลูกดกขึ้น จากเดิมเฉลี่ย 22–24 ตัวต่อรอบ เพิ่มเป็นมากกว่า 30 ตัวต่อรอบ ส่งผลให้ปริมาณสุกรเข้าสู่ระบบเพิ่มขึ้น ในระยะยาวอาจจำเป็นต้องหารือร่วมกับกรมปศุสัตว์และคณะกรรมการนโยบายพัฒนาสุกรและผลิตภัณฑ์ เพื่อพิจารณามาตรการปรับโครงสร้างการผลิตเช่น การลดจำนวนแม่พันธุ์สุกร เพื่อให้อุปสงค์และอุปทานในระบบสอดคล้องกันมากขึ้น และลดความผันผวนของราคาสุกรในระยะยาว
นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรระบุว่า ยังฝากความหวังไว้ที่กรมปศุสัตว์ซึ่งได้เจรจาเปิดตลาดสุกรในมาเลเซีย ซึ่งจะส่งออกในรูปแบบ สุกรแช่เย็นหรือสุกรซีก ขณะที่ตลาดอื่น เช่น เวียดนาม แม้ราคาจะดีกว่า แต่มีต้นทุนโลจิสติกส์สูง ทำให้ยังไม่จูงใจภาคเอกชนเข้าส่งออก หากสามารถเริ่มส่งออกไปมาเลเซียได้ จะช่วยดูดซับปริมาณผลผลิตส่วนเกินซึ่งจะทำให้ราคาสุกรหน้าฟาร์มปรับตัวเข้าใกล้ต้นทุนมากขึ้น
ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ระบุว่า ปี 2569 คาดว่า ประเทศไทยจะมีการผลิตสุกรประมาณ 23.642 ล้านตัว เพิ่มขึ้นจากปีก่อนเล็กน้อยร้อยละ 0.25 โดยการเพิ่มขึ้นดังกล่าวเป็นผลจาก ประสิทธิภาพของแม่พันธุ์ที่สูงขึ้นเป็นหลัก ขณะที่เกษตรกรยังคงรักษาระดับการผลิตจากภาวะต้นทุนที่อยู่ในเกณฑ์สูง
สศก. ระบุเพิ่มเติมว่า ความต้องการบริโภคสุกรในปี 2569 มีแนวโน้มใกล้เคียงกับปี 2568 ทำให้ตลาดไม่สามารถดูดซับปริมาณสุกรที่เพิ่มขึ้นได้ทั้งหมด ขณะที่เนื้อสุกรเป็นสินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรการควบคุมราคา ส่งผลให้ราคาสุกรมีข้อจำกัดในการปรับเพิ่ม แม้ต้นทุนการผลิตจะยังอยู่ในระดับสูงก็ตาม
www.facebook.com/tcijthai
ป้ายคำ

