ศาลปกครองสูงสุดไม่รับคำฟ้องคดีแรงงานข้ามชาติหญิง 4 คน ชี้ยื่นหลัง 90 วัน-คดีเป็นไปเพื่อรักษาสิทธิส่วนตัว

กองบรรณาธิการ TCIJ 23 ม.ค. 2569 | อ่านแล้ว 79 ครั้ง

ศาลปกครองสูงสุดไม่รับคำฟ้องคดีแรงงานข้ามชาติหญิง 4 คน ชี้ยื่นหลัง 90 วัน-คดีเป็นไปเพื่อรักษาสิทธิส่วนตัว

ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาไม่รับฟ้องในคดีที่แรงงานข้ามชาติหญิง 4 คนในเชียงใหม่ ยื่นฟ้องเพิกถอนระเบียบคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2565 โดยศาลอ้างเหตุผลว่าทั้ง 4 รายยื่นฟ้องเมื่อพ้นระยะเวลาการฟ้องคดี 90 วัน และคดีเป็นไปเพื่อรักษาสิทธิ/ประโยชน์ส่วนบุคคลเฉพาะผู้ฟ้องคดีเท่านั้น ไม่ใช่เพื่อรักษาประโยชน์สาธารณะ

เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 ที่ ศาลปกครองเชียงใหม่ มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา (HRDF) และตัวแทนแรงงานข้ามชาติผู้ฟ้องคดี ได้เดินมาเข้าฟังคำพิพากษาศาลปกครองสูงสูง คดีที่ 1206/2568 เพื่อขอให้ศาลปกครองมีคำพิพากษาเพิกถอนระเบียบคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างว่าด้วยการจ่ายเงินสงเคราะห์ อัตราเงินที่จะจ่ายและระยะเวลาการจ่าย พ.ศ.2565 ที่กำหนดให้ลูกจ้างที่มิได้มีสัญชาติไทย (ที่อาจหมายรวมถึงผู้ที่หนีภัยจากการสู้รบ หรือบุคคลบนพื้นที่สูงที่ยังไม่ได้รับสัญชาติไทย และผู้เสียหายในคดีค้ามนุษย์) ต้องเป็นผู้เข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายและได้รับอนุญาตให้ทำงานตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวหรือกฎหมายว่าด้วยการประมง โดยปกครองสูงสูดเห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นที่ว่า

เนื่องจากผู้ฟ้องคดีขอให้ศาลปกครองมีคำสั่งให้เพิกถอนระเบียบฯ ดังกล่าว จึงเป็นคำขอที่ศาลมีอำนาจกำหนดคำบังคับได้ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐออกกฎหมายโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อย่างไรก็ตามศาลปกครองสูงสุดเห็นว่าแรงงานข้ามชาติที่เป็นผู้ฟ้องคดีทั้งสี่รายได้ยื่นฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาการฟ้องคดี 90 วัน นับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ เนื่องจากมีการออกกฎและมีการลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา หรือโดยวิธีการอื่นแล้ว บุคคลที่ประสงค์จะฟ้องคดีให้เริ่มนับตั้งแต่วันที่มีการพิมพ์ลงในราชกิจจานุเบกษา และเห็นว่าการฟ้องคดีนี้เป็นไปเพื่อรักษาสิทธิหรือประโยชน์ของผู้ฟ้องคดีที้งสี่โดยเฉพาะ มิใช่การฟ้องคดีปกครองที่เกี่ยวกับการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะหรือสถานะของบุคคล จึงมีคำสั่งไม่รับฟ้องไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

ข้อเท็จจริงคดีนี้สืบเนื่องจากแรงงานข้ามชาติหญิง 4 ราย (ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่) ฟ้องได้ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองเป็นคดีที่ 369/2566 เพื่อเพิกถอนระเบียบคณะกรรมการสงเคราะห์ลูกจ้างว่าด้วยการการจ่ายเงินสงเคราะห์ อัตราเงินที่จะจ่ายและระยะเวลาการจ่าย พ.ศ. 2565 ในข้อที่ ข้อ 7 วรรคสอง ของระเบียบฉบับดังกล่าวกำหนดว่า "ลูกจ้างตามวรรคหนึ่งที่มิได้มีสัญชาติไทยต้องเป็นผู้เข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย ว่าด้วยคนเข้าเมืองและได้รับอนุญาตให้ทำงานตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวหรือกฎหมายว่าด้วยการประมง " เนื่องจากเป็นการเลือกปฏิบัติและกีดกันไม่ให้ลูกจ้างที่ไม่ได้มีสัญชาติไทยได้รับเงินเยียวยาความเสียหายจากการไม่ได้รับค่าจ้าง และระเบียบดังกล่าวเป็นกฎหมายลำดับรองที่ออกตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งหลักการของพระราชบัญญัติฯ ดังกล่าวคือคุ้มครองลูกจ้างทุกคนโดยไม่คำนึงถึงสถานะการเข้าเมืองหรือสถานะทางกฎหมาย ดังที่ได้มีการกำหนดคำนิยามไว้ชัดเจนแล้วของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5

คดีนี้สืบเนื่องจากแรงงานข้ามชาติทั้งสี่ราย ได้ถูกนายจ้างที่เป็นบริษัทรักษาความปลอดภัยแห่งหนึ่ง ได้ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2565 ว่าถูกเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย และค้างจ่ายค่าจ้างของงวดการทำงานวันที่ 1 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 เป็นเงินทั้งสิ้น 72,800 บาท ซึ่งพนักงานตรวจแรงงานได้มีคำสั่งจ่ายเงินชดเชยให้กับผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ แต่นายจ้างไม่ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวและลูกจ้างไม่สามารถติดตามบังคับให้นายจ้างทำตามคำสั่งได้เนื่องจากพบว่านายจ้างได้ย้ายขนย้ายทรัพย์สินและปิดที่ทำการสำนักงาน

ลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ฟ้องคดีทั้งสี่จึงได้ยื่นคำขอรับเงินสงเคราะห์ลูกจ้าง เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2566 และต่อมาวันที่ 10 กรกฎาคม 2566 สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดเชียงใหม่ได้มีหนังสือ ที่ ชม 0030/ว 3528 และ หนังสือที่ ชม 0030/ว 3529 ลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2566 แจ้งผลการพิจารณาคำขอรับเงินสงเคราะห์ให้ลูกจ้างทั้งสี่ได้รับทราบว่า คณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างในการประชุมครั้งที่ 6/2566 เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2566 มีมติไม่เห็นชอบให้จ่ายเงินสงเคราะห์ลูกจ้าง เนื่องจากการยื่นคำขอไม่เป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างว่าด้วยการจ่ายเงินสงเคราะห์ อัตราเงินที่จะจ่ายและระยะเวลาการจ่าย พ.ศ.2565 ข้อ 7 ลูกจ้างไม่มีสัญชาติไทยและทำงานโดยไม่มีหลักฐานการอนุญาตให้ทำงานโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ เห็นว่า ระเบียบคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างว่าด้วยการจ่ายเงินสงเคราะห์อัตราเงินที่จะจ่ายและระยะเวลาการจ่าย พ.ศ.2565 ข้อ 7 วรรคสอง ที่ระบุว่า "ลูกจ้างตามวรรคหนึ่ง ที่มิได้มีสัญชาติไทยต้องเป็นผู้เข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองและได้รับอนุญาตให้ทำงานตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวหรือกฎหมายว่าด้วยการประมง" ทำให้แรงงานทั้งสี่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ จึงได้ยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครองเชียงใหม่เพื่อขอให้เพิกถอนระเบียบดังกล่าว โดยคดีนี้ได้มีการพิจารณาจนถึงชั้นศาลปกครองสูงสุด กระทั่งศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาไม่รับฟ้องคดี

ความเห็นของมูลนิธิ

แม้ศาลจะมีคำสั่งยกคำฟ้องในครั้งนี้ แต่มูลนิธิฯ เห็นว่าคดีนี้ได้เปิดเผยประเด็นที่สำคัญเกี่ยวกับความท้าทายในการเข้าถึงกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างของแรงงานข้ามชาติ ซึ่งมีส่วนพัฒนาระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะ การคุ้มครองทางกฎหมายของผู้บังคับใช้ขัดต่อเจตนารมณ์แห่งการคุ้มครองลูกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ที่ได้กำหนดนิยามคำว่า “ลูกจ้าง” โดยมิได้มีการแบ่งแยกสัญชาติ สถานะการเข้าเมืองของแรงงานไว้แต่อย่างใด แม้จะมีกรณีศึกษาว่าแรงงานข้ามชาติจะเคยถูกปฎิเสธการเข้าถึงกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างและมีการต่อสู้จนชั้นศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานพิพากษาให้แรงงานข้ามชาติ 35 คนได้รับเงินสงเคราะห์รวม 939,770 บาท ยืนยันสิทธิแรงงานต้องไม่ถูกจำกัดด้วยสถานะทางกฎหมาย อ้างอิง คำพิพากษาศาลฎีกาในคดีหมายเลขดำ ร212–246/2564 และคดีหมายเลขแดง ร58–92/2565 (อ่านต่อได้ที่ https://hrdfoundation.org/?p=7487 ) แต่ผู้บังคับใช้กฎหมายยังมีความพยายามออกระเบียบที่ยังคงขัดกับกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ เพื่อเลือกปฏิบัติและกีดกัดแรงงานข้ามชาติที่มีปัญหาด้านสถานะทางกฎหมาย อันเป็นเหตุให้แรงงานข้ามชาติที่เป็นผู้ได้รับผลกระทบในคดีนี้ไม่สามารถเข้าถึงกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง และจะเป็นใบอนุญาตให้นายจ้างบางรายหลีกเลี่ยงไม่เคารพต่อกฎหมายและแสวงหาประโยชน์จากการทำงานของแรงงานโดยไม่ต้องจ่ายค่าแรงกลไกรัฐรับรองการไม่เยียวยา

ข้อจำกัดของแรงงานในการควบคุมกระบวนการ แรงงานมักไม่สามารถควบคุมการปฏิบัติตามกฎหมายของนายจ้างหรือนโยบายบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติที่มีอยู่ อันทำให้ได้รับผลกระทบจากการไม่ปฏิบัติตามดังกล่าว เช่น การไม่ดำเนินการต่ออายุใบอนุญาตทำงานให้คนงานแม้จะมีข้อมูลว่าลูกจ้างได้ยื่นเอกสารและค่าธรรมเนียมให้กับนายจ้างหรือนายหน้าที่นายจ้างจัดหาให้ แรงงานไม่สามารถปรับปรุงสถานะบุคคลได้ เนื่องจากนโยบายการต่อใบอนุญาตทำงานไม่สอดคล้องต่อการดำเนินการด้านเอกสารกับประเทศต้นทางทำให้แรงงานกว่าล้านคนไม่สามารถต่อใบอนุญาตทำงานได้ตามกำหนด ดังจะเห็นได้ว่า กระทรวงแรงงานยังคงยื่นเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีในฐานะฝ่ายบริหารให้อนุมัติการดำเนินการขึ้นทะเบียนแรงงานที่หลุดจากระบบการขึ้นทะเบียนหรือต่อใบอนุญาตทุกปี

การเข้าถึงระบบคุ้มครองของแรงงานเปราะบาง แรงงานบางกลุ่มอาจเผชิญอุปสรรคในการเข้าถึงระบบคุ้มครองของรัฐในช่วงเวลาที่ต้องการความช่วยเหลือ การเลือกปฏิบัติต่อแรงงานข้ามชาติในการเข้าถึงการคุ้มครองและเยียวยาตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน นอกจากจะขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานและกติกาสากลระหว่างประเทศแล้ว อาจจะไม่เป็นผลดีต่อกระบวนการทำข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างประเทศไทยกับสหภาพยุโรป เนื่องจากกระบวนการทำข้อตกลงได้มีการเงื่อนไขประเด็นการค้าและการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Trade and sustainable development) ที่กำหนดมาตรฐานด้านการคุ้มครองแรงงานต้องเป็นไปโดยการเคารพอนุสัญญาระหว่างประเทศและอนุสัญญาด้านแรงงานระหว่างประเทศที่คุ้มครองแรงงานทุกคนโดยไม่เลือกปฏิบัติ

มูลนิธิฯ ขอเสนอให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณา

- ยกเลิกระเบียบและแนวปฏิบัติที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงสิทธิแรงงานโดยทันที
- เร่งเยียวยาแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากระเบียบและแนวปฏิบัติในทันที
- ศึกษาแนวทางในการปรับปรุงกลไกคุ้มครองให้สอดคล้องกับความหลากหลายของการจ้างงานในปัจจุบัน เพื่อให้เกิดการคุ้มครองแรงงานทุกกลุ่มแบบไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และส่งเสริมบรรยากาศด้านการลงทุนที่ตามแนวนโยบายของรัฐว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน

 

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ
Like this article:
Social share: