Thai PBS กับโจทย์ความเป็นอิสระ เมื่อวาทกรรม “แบ่งแยกดินแดน” ถูกใช้ในสนามข่าวชายแดนใต้

อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) 7 ต.ค. 2569 | อ่านแล้ว 198 ครั้ง


ท่ามกลางภูมิทัศน์สื่อที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การทำหน้าที่ขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (Thai PBS) รวมถึงสื่ออิสระในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องเผชิญโจทย์มากกว่าการนำเสนอข่าวสาร เพราะการรายงานประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชน ประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์ และความขัดแย้งในพื้นที่ มักนำมาซึ่งการถกเถียงเรื่องความมั่นคงและความเป็นกลางของสื่อ

หนึ่งในประเด็นที่ถูกตั้งคำถามคือ การที่สื่อเปิดพื้นที่ให้กับเสียงของคนในชุมชนและภาคประชาสังคม อาจถูกมองว่าเป็นการสนับสนุนแนวคิดทางการเมืองบางรูปแบบ ขณะที่อีกฝ่ายมองว่าการเปิดพื้นที่ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของบทบาทสื่อสาธารณะในการทำให้สังคมเห็นปัญหาจากหลายมิติ

เมื่อสื่อสาธารณะเข้าสู่สนามความขัดแย้งทางความคิด

Thai PBS มีโครงการและความร่วมมือด้านสื่อในพื้นที่ชายแดนใต้ รวมถึงการทำงานร่วมกับสื่อท้องถิ่นและสื่ออิสระ เช่น Wartani และ The Motive ตลอดจนการเปิดพื้นที่สำหรับนักข่าวพลเมือง เพื่อให้คนในชุมชนสามารถสะท้อนปัญหาและประสบการณ์ของตนเอง

แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายหลายด้าน ตั้งแต่การเปิดพื้นที่ให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายรัฐหรือโครงการพัฒนาได้สื่อสารด้วยตัวเอง ไปจนถึงการนำเสนอประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์ของผู้คนในพื้นที่ที่มีความหลากหลาย

ในมุมของผู้เขียน การนำเสนอข้อมูลเหล่านี้อาจช่วยให้สังคมภายนอกเห็นปัญหาชายแดนใต้มากกว่ามิติด้านความมั่นคงเพียงอย่างเดียว ทั้งยังเปิดพื้นที่ให้พูดถึงความเหลื่อมล้ำ ความยุติธรรม สิทธิชุมชน และผลกระทบจากการพัฒนา

อย่างไรก็ตาม การทำงานในลักษณะนี้ก็ทำให้ Thai PBS และสื่อที่ร่วมงานด้วยต้องเผชิญคำถามเกี่ยวกับแหล่งทุน กระบวนการคัดเลือกประเด็น และทิศทางของเนื้อหา โดยเฉพาะเมื่อมีการกล่าวถึงองค์กรต่างประเทศ เช่น NED, USAID, Open Society Foundations หรือ The Asia Foundation

ข้อวิพากษ์ส่วนหนึ่งตั้งคำถามว่า การสนับสนุนระบบนิเวศสื่อและการนำเสนอประวัติศาสตร์บาดแผลหรืออัตลักษณ์มลายู-ปาตานี อาจมีผลต่อการสร้างกรอบการรับรู้ทางการเมืองหรือไม่ ขณะที่อีกด้านมองว่าการตั้งคำถามเรื่องอัตลักษณ์และประวัติศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งของการทำความเข้าใจความขัดแย้งอย่างรอบด้าน

ประเด็นเหล่านี้จึงควรพิจารณาจากข้อมูลเรื่องแหล่งทุน กระบวนการทำงาน และเนื้อหาที่นำเสนอเป็นรายกรณี มากกว่าการสรุปจากป้ายทางการเมืองเพียงอย่างเดียว

“สันติภาพเชิงบวก” กับคำถามเรื่องความมั่นคง

หนึ่งในโจทย์สำคัญของการสื่อสารเรื่องชายแดนใต้คือ การเปิดพื้นที่พูดถึงสันติภาพ สิทธิมนุษยชน และการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ อาจถูกตีความแตกต่างกันอย่างมาก

ฝ่ายหนึ่งมองว่าการพูดถึงประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์มลายู และประสบการณ์ของประชาชนเป็นสิ่งจำเป็นต่อการทำความเข้าใจความขัดแย้ง และเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิด “สันติภาพเชิงบวก” (Positive Peace) ที่ไม่ได้หมายถึงเพียงการไม่มีความรุนแรง แต่รวมถึงการลดเงื่อนไขที่นำไปสู่ความขัดแย้งด้วย

ขณะที่อีกฝ่ายอาจกังวลว่า การเปิดพื้นที่ให้กับประเด็นเหล่านี้จะถูกนำไปใช้สนับสนุนแนวคิดทางการเมืองที่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ

ความแตกต่างดังกล่าวทำให้คำว่า “แบ่งแยกดินแดน” กลายเป็นคำที่มีน้ำหนักสูงในสนามข่าวชายแดนใต้ เมื่อมีการนำมาใช้กับสื่อ นักวิชาการ นักกิจกรรม หรือองค์กรภาคประชาสังคม การถกเถียงจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่การติดป้าย แต่ควรพิจารณาว่า เนื้อหาหรือกิจกรรมนั้นมีข้อเท็จจริงและข้อเสนออย่างไร และอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายใด

เมื่อการรายงานปัญหาเชิงโครงสร้างถูกตั้งคำถาม

อีกประเด็นที่มีความอ่อนไหวคือการรายงานข่าวเกี่ยวกับโครงการพัฒนา การใช้ที่ดิน ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม และการใช้อำนาจรัฐ

สื่อท้องถิ่นและสื่ออิสระบางแห่งพยายามนำเสนอเสียงของชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการต่าง ๆ รวมถึงตั้งคำถามต่อแนวนโยบายของรัฐและภาคธุรกิจ

ในบางกรณี ประเด็นเหล่านี้อาจถูกมองว่าเป็นการต่อต้านการพัฒนา หรือถูกตั้งคำถามว่าเกี่ยวข้องกับแนวคิดทางการเมืองหรือไม่ ขณะที่ผู้สนับสนุนการทำข่าวเชิงโครงสร้างมองว่า การตรวจสอบผลกระทบจากนโยบายและโครงการพัฒนาเป็นบทบาทปกติของสื่อ

กรณีของผู้สื่อข่าวหรือสื่อที่รายงานประเด็นดังกล่าว เช่น แยม ฐปณีย์ เอียดศรีชัย ก็สะท้อนให้เห็นความตึงเครียดระหว่างการทำข่าวที่ตั้งคำถามกับอำนาจรัฐและทุน กับการตีความข่าวเหล่านั้นผ่านกรอบความมั่นคง

ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การแยกให้ออกระหว่าง “เนื้อหาที่วิพากษ์นโยบาย” กับ “การสนับสนุนการใช้ความรุนแรงหรือการกระทำผิดกฎหมาย” เพราะการตั้งคำถามต่อโครงการรัฐหรือผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมไม่ได้หมายความโดยอัตโนมัติว่าเป็นการสนับสนุนการแบ่งแยกดินแดน

โลกออนไลน์กับการขยายความขัดแย้ง

สื่อสังคมออนไลน์ทำให้การถกเถียงเรื่องชายแดนใต้ขยายออกไปไกลกว่าพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และทำให้คนที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดภาพจำเกี่ยวกับความขัดแย้ง

คำว่า “แบ่งแยกดินแดน” สามารถทำหน้าที่เป็นคำอธิบายที่เข้าใจได้ง่ายในประเด็นที่มีความซับซ้อน ทั้งประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์ ศาสนา การเมือง และความมั่นคง

เมื่อถูกนำไปใช้ในสื่อออนไลน์ คำดังกล่าวจึงสามารถกระตุ้นทั้งความรู้สึกรักชาติและความกังวลเรื่องการสูญเสียดินแดน ขณะเดียวกันก็อาจทำให้ประเด็นเชิงนโยบายที่มีรายละเอียดซับซ้อนถูกลดทอนเหลือเพียงการแบ่งฝ่ายว่า “เห็นด้วยกับรัฐ” หรือ “ต่อต้านรัฐ”

ด้วยเหตุนี้ การตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูล การแยกข้อเท็จจริงออกจากความคิดเห็น และการเปิดพื้นที่ให้หลายฝ่ายชี้แจง จึงมีความสำคัญต่อการลดความเข้าใจผิดในประเด็นที่มีความอ่อนไหวสูง

ความเป็นอิสระของสื่อกับคำถามเรื่องความโปร่งใส

สำหรับ Thai PBS และสื่อสาธารณะโดยรวม โจทย์สำคัญจึงไม่ได้มีเพียงการรักษาความเป็นอิสระจากรัฐหรือทุน แต่ยังรวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นต่อสาธารณะว่า กระบวนการทำงาน แหล่งทุน การคัดเลือกประเด็น และมาตรฐานการนำเสนอสามารถตรวจสอบได้

การวิพากษ์หรือการตรวจสอบสื่อสาธารณะจึงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ในสังคมประชาธิปไตย เช่นเดียวกับการตั้งคำถามต่อการใช้งบประมาณสาธารณะ แต่การตรวจสอบควรอยู่บนฐานของข้อมูลและหลักฐาน มากกว่าการใช้ข้อกล่าวหาทางการเมืองเพื่อปิดกั้นการถกเถียง

ในทางกลับกัน สื่อเองก็มีหน้าที่ต้องทำให้ข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งทุน ความร่วมมือ และกระบวนการทำงานมีความโปร่งใส เพื่อให้สังคมสามารถตรวจสอบได้ว่าการสนับสนุนจากภายนอกมีผลต่อเนื้อหาหรือการตัดสินใจด้านบรรณาธิการหรือไม่

จากเรื่องสื่อสู่ประเด็นงบประมาณสาธารณะ

ประเด็นเรื่องความเป็นอิสระของสื่อยังเชื่อมโยงกับข้อถกเถียงเรื่องกองทุนสาธารณะอื่น ๆ โดยในช่วงเวลาเดียวกัน เครือข่ายประชาสังคมชายแดนใต้ร่วมกับเครือข่าย One Plan Plus 18 จังหวัด และองค์กร เครือข่าย รวมถึงบุคคลจากทั่วประเทศ ได้ออกแถลงการณ์คัดค้านร่างพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งมีสาระเกี่ยวกับการยกเลิกกลไกเงินบำรุงกองทุน สสส. ในอัตราร้อยละ 2 จากภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบ

เครือข่ายดังกล่าวมองว่า ประเด็นนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะกับจำนวนเงินของกองทุน แต่เกี่ยวข้องกับความต่อเนื่องของงานสร้างเสริมสุขภาพ รวมถึงพื้นที่ของประชาชนกลุ่มเปราะบางในกระบวนการกำหนดนโยบายระดับจังหวัด

ประเด็นดังกล่าวยังถูกนำมาพูดคุยในเวทีออนไลน์หัวข้อ “จากภาษีบาปสู่งบประมาณแผ่นดิน: จุดเปลี่ยนผ่านหรือจุดเปราะบางของสื่อสาธารณะไทย” ซึ่งจัดโดยคณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ร่วมกับคนใต้เท่าทันสื่อ และสมาคมสื่อชุมชนภาคใต้นครศรีธรรมราช

หนึ่งในข้อเสนอจากเวทีคือ การปฏิรูปองค์กรสื่อสาธารณะและกลไกสนับสนุนงานสาธารณะควรให้ความสำคัญกับหลักความโปร่งใสและการตรวจสอบได้ ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการจัดสรรงบประมาณก็ควรเปิดให้สังคมมีส่วนร่วมและสามารถตรวจสอบผลกระทบได้

ทางออกอยู่ที่การเปิดพื้นที่ให้ตรวจสอบกันได้

ท้ายที่สุด การถกเถียงเรื่อง Thai PBS สื่ออิสระ แหล่งทุน และการนำเสนอประเด็นชายแดนใต้ ไม่ควรจบลงด้วยการเลือกข้างระหว่าง “ความมั่นคง” กับ “สิทธิเสรีภาพ” เพียงสองด้าน

สิ่งที่สำคัญกว่าคือการสร้างระบบที่ทั้งรัฐ สื่อ ภาคประชาสังคม และประชาชนสามารถตรวจสอบกันได้ โดยสื่อมีความรับผิดชอบต่อข้อเท็จจริงและเปิดเผยกระบวนการทำงาน ขณะที่รัฐก็ต้องเปิดพื้นที่ให้สื่อสามารถตรวจสอบนโยบายและการใช้อำนาจได้โดยไม่ถูกเหมารวมจากจุดยืนทางการเมือง

สำหรับจังหวัดชายแดนภาคใต้ การมีพื้นที่สื่อที่สามารถนำเสนอประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์ สิทธิชุมชน และข้อกังวลของประชาชนได้อย่างรอบด้าน อาจช่วยให้สังคมเข้าใจความซับซ้อนของพื้นที่มากขึ้น แต่พื้นที่ดังกล่าวก็ต้องเดินควบคู่กับมาตรฐานการตรวจสอบข้อเท็จจริงและความโปร่งใส

ท้ายที่สุด ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณของสื่อสาธารณะ เงินสนับสนุนภาคประชาสังคม หรือการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับชายแดนใต้ หลักสำคัญควรเป็นเรื่องเดียวกัน คือ **เปิดเผย ตรวจสอบได้ และเปิดพื้นที่ให้ข้อเท็จจริงจากหลายฝ่ายได้รับการพิจารณา** เพราะการสร้างความเข้าใจที่ยั่งยืนไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากการปิดกั้นเสียงใดเสียงหนึ่ง แต่ต้องอาศัยพื้นที่กลางที่ทุกฝ่ายสามารถตั้งคำถาม ชี้แจง และตรวจสอบซึ่งกันและกันได้

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ
Like this article:
Social share: