เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำไทยนำพิธีรำลึกครบรอบ 40 วัน การจากไปของอายะตุลลอฮ์ คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดแห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ณ ศูนย์กลางอิสลาม กรุงเทพฯ ย้ำความสามัคคีของประชาชาติมุสลิมทั่วโลก พร้อมประณามการโจมตีที่อ้างว่ามีสหรัฐฯ หนุนหลัง
กรุงเทพมหานคร, 10 เมษายน 2026 — เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านประจำประเทศไทย ได้กล่าวสุนทรพจน์ในพิธีรำลึกครบรอบ 40 วันแห่งการพลีชีพของอายะตุลลอฮ์ คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดแห่งสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน ณ มูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย โดยมีชุมชนมุสลิม เจ้าหน้าที่ และแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมพิธี
เอกอัครราชทูตเปิดสุนทรพจน์ด้วยการอ้างอิงอัล-กุรอาน ก่อนกล่าวถึงความสำคัญของวันที่ 40 ในวัฒนธรรมอิสลามว่าไม่ใช่เพียงตัวเลข แต่เป็น "สัญลักษณ์ของการสืบสาน ความสุกงอมของเลือดแห่งผู้พลีชีพ และจุดเริ่มต้นของการเติบโตใหม่" พร้อมระบุว่าการสูญเสียครั้งนี้ถือเป็น "เหตุการณ์ที่ขมขื่นที่สุด และในขณะเดียวกันก็ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของอิหร่าน" โดยโลกอิสลามสูญเสียไม่เพียงผู้นำ แต่ยังสูญเสีย "บิดาผู้เปี่ยมด้วยความเมตตาของประชาชาติ"
ในสุนทรพจน์ เอกอัครราชทูตกล่าวประณามสิ่งที่ท่านเรียกว่า "การรุกรานที่ป่าเถื่อนของระบอบไซโอนิสต์ ด้วยการสมรู้ร่วมคิดและสนับสนุนโดยตรงจากสหรัฐอเมริกา" พร้อมระบุว่าในช่วง 40 วันที่ผ่านมา มีพลเรือนผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตจำนวนมาก รวมถึงเด็กหญิง 168 คนจากโรงเรียนประถมมีนาบ ที่ถูกสังหารโดยขีปนาวุธโทมาฮอว์กของอเมริกา ซึ่งท่านอ้างว่าเหตุการณ์ดังกล่าว "ได้เผยให้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของผู้ที่อ้างสิทธิ์ในสิทธิมนุษยชนจอมปลอม"
สุนทรพจน์ส่วนสำคัญได้สดุดีคุณลักษณะของอายะตุลลอฮ์ คาเมเนอี โดยบรรยายว่าท่านเป็น "นักวิชาการศาสนาที่โดดเด่น และนักการเมืองที่มีความสามารถ" ผู้นำพาอิหร่านผ่านพ้นวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ตลอด 36 ปีแห่งการดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นการคว่ำบาตร การปลุกปั่น และสงคราม เอกอัครราชทูตเน้นย้ำถึงความเรียบง่ายในการดำรงชีวิตของท่านว่า "ไม่เหมือนผู้นำหลายคนที่ตัดสินใจอยู่ในพระราชวังที่หรูหราห่างไกลจากประชาชน" และ "ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางประชาชน โดยถือว่าความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมานของประชาชนคือความทุกข์ของท่านเอง"
เอกอัครราชทูตยังกล่าวถึงการสู้รบของกองกำลังทหารอิหร่านในช่วง 40 วันที่ผ่านมา โดยระบุว่าเป็นผลมาจากความรอบคอบและการมองการณ์ไกลภายใต้การนำของผู้นำผู้ล่วงลับ พร้อมยืนยันว่าอิหร่านจะไม่ยอมแพ้ต่อแรงกดดันจากภายนอก
ในช่วงท้าย เอกอัครราชทูตได้กล่าวเรียกร้องต่อชุมชนมุสลิมในประเทศไทยและทั่วโลก โดยระบุว่าการเข้าร่วมพิธีรำลึกครั้งนี้ส่งสารที่ชัดเจนว่า "ประชาชาติอิสลามคือเรือนร่างเดียวกัน และชาวมุสลิมจะไม่มีวันยอมสยบต่อการกดขี่" พร้อมอ้างถึงแนวคิดของผู้นำผู้ล่วงลับเรื่อง "สัปดาห์แห่งเอกภาพ" และ "วันกุดส์" ว่าเป็นยุทธศาสตร์เพื่อหลอมรวมชาวมุสลิมทั่วโลก ไม่ใช่เพียงการดำเนินกลยุทธ์ทางการเมือง
www.facebook.com/tcijthai
ป้ายคำ

