JustPow วิเคราะห์บริษัทเล็กไม่สามารถเข้าร่วมโครงการโซลาร์ภาคประชาชนได้

กองบรรณาธิการ TCIJ 28 ต.ค. 2569 | อ่านแล้ว 56 ครั้ง

JustPow วิเคราะห์ 3 เงื่อนไขที่อาจทำให้บริษัทติดตั้งโซลาร์ขนาดเล็กไม่สามารถเข้าร่วมโครงการโซลาร์ภาคประชาชน 1 ล้านหลังคาเรือนได้ 

จากกระแสข่าวที่มีบริษัทรับติดตั้งโซลาร์ขนาดเล็กหลายบริษัท ไม่ว่าจะเป็นบริษัท SolarHub, Way Solar, เคมี โซล่าร์ เอ็นเนอร์จี้ จำกัด, One Shine Solar, Big One Solutions ฯลฯ ออกมาประกาศแจ้งต่อลูกค้าว่าไม่ได้เข้าร่วมโครงการโซลาร์ภาคประชาชน ที่ภาครัฐมีอการอุดหนุนให้หลังคาเรือนละ 50,000 บาทนั้น ซึ่งเป็นผลมาจากเงื่อนไขที่เกิดขึ้นอ้างอิงจาก ‘Handbook คู่มือโครงการโซลาร์ภาคประชาชน สำหรับ Vendor’ 

ซึ่งเจ้าของโครงการคือกระทรวงมหาดไทย จัดทำโดยปลัดกระทรวงมหาดไทย วันที่ 27 ตุลาคม 2569 อันเป็นวันเดียวกันกับที่ ครม. อนุมัติโครงการโซลาร์ 1 ล้านหลังคาเรือน ภายใต้เงินกู้ 2 แสนล้านบาท แม้ว่าในเอกสารจะมีการเขียนว่า ‘สถานะการใช้เอกสาร เอกสารนี้เป็นร่างเพื่อพิจารณา ยังไม่ใช่ประกาศเปิดรับสมัคตรหรือข้อกำหนดที่มีผลบังคับใช้’ แต่อย่างไรก็ตามก็เกิดการอ้างอิงและทำให้บริษัทรับติดตั้งโซลาร์ขนาดเล็กหลายบริษัทประกาศไม่เข้าร่วมในโครงการนี้

JustPow ชวนสำรวจเงื่อนไขสำคัญที่ปรากฏใน ‘Handbook คู่มือโครงการโซลาร์ภาคประชาชน สำหรับ Vendor’ ที่ทำให้บริษัทรับติดตั้งโซลาร์ขนาดเล็กหลายบริษัทออกมาประกาศแจ้งต่อลูกค้าว่าไม่ได้เข้าร่วมโครงการโซลาร์ภาคประชาชน

1. ต้องวางหลักประกัน 50,000 บาทต่องาน ทำให้บริษัทที่มีเงินทุนน้อยอาจไม่มีเงินมากพอที่จะวางหลักประกันเพื่อที่จะรับงานได้ 

ในบทที่ 3 บุคลากร ใบอนุญาต หลักประกัน และประประกันภัย ในเอกสาร ‘Handbook คู่มือโครงการโซลาร์ภาคประชาชน สำหรับ Vendor’ ของกระทรวงมหาดไทยกล่าวไว้ในหัวข้อที่ 3.3 ว่า 

3.3 หลักประกันและประกันภัย

1) การวางเงินประกันผลงานของผู้ให้บริการติดตั้งระบบ (Bank Guarantee) : ขอให้วาง Bank Guarantee จำนวน 50,000 บาท ต่องานเป็นระยะเวลา 6 เดือน หากไม่สามารถส่งมอบงานภายในระยะเวลา 6 เดือน จะถูกยึด Bank Guarantee

จากข้อกำหนดในเรื่องหลักประกันและประกันภัย จะเห็นได้ว่าบริษัทที่รับติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ภายใต้โครงการนี้มีภาระที่จะต้องหาเงินมาวางประกัน และหากมีจำนวนลูกค้ามากเท่าไร ก็จะต้องมีเงินประกันเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น เช่น หากบริษัทที่รับติดตั้งที่เข้าร่วมโครงการนี้รับงานติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปพร้อมกัน 100 หลัง จะต้องจัดหาวงเงิน Bank Guarantee ระหว่างติดตั้งรวมทั้งสิ้น 5 ล้านบาท ซึ่งเงื่อนไขนี้จะสร้างข้อจำกัดแก่บริษัทขนาดเล็กหรือ SMEs ที่ไม่มีเงินทุนสำรองมากพอที่จะสามารถนำไปจัดวางเป็น Bank Guarantee ได้ 

จากรายงานข่าวจะเห็นว่าบริษัทอย่าง Way Solar ที่ประกาศไม่ร่วมโครงการนี้มีสินทรัพย์รวมเพียงแค่ 500,000 บาท ซึ่งหากจะต้องนำสินทรัพย์ไปจัดวางเป็น Bank Guarantee ก็อาจจะสร้างความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางธุรกิจในระยะยาวได้ เงื่อนไขนี้จึงเป็นเงื่อนไขที่เอื้อต่อบริษัทที่รับติดตั้งโซลาร์เซลล์ขนาดใหญ่ที่มีเงินทุนและสินทรัพย์มากพอที่จะวางเป็น Bank Guarantee ได้ แม้จะมีลูกค้าจำนวนมาก ในขณะเดียวกันเงื่อนไขนี้ก็เป็นการกีดกันบริษัทขนาดเล็กและ SMEs ให้ไม่สามารถร่วมโครงการนี้ได้ 

2. ต้องวางหลักประกันอีก 10,000 บาทต่องาน สำหรับภาระรับประกันระยะเวลา 7 ปี

ในบทที่ 3 บุคลากร ใบอนุญาต หลักประกัน และประประกันภัย ในเอกสาร ‘Handbook คู่มือโครงการโซลาร์ภาคประชาชน สำหรับ Vendor’ ของกระทรวงมหาดไทยกล่าวไว้ในหัวข้อที่ 3.3 ว่า 

2) ผู้ให้บริการติดตั้งต้องส่งมอบหนังสือค้ำประกันของธนาคารภายในประเทศ วงเงิน 10,000 บาท ภายใน 15 วัน นับถัดจากวันที่ได้รับอนุญาตให้เชื่อมระบบต่อผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์กับโครงข่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้า เพื่อเป็นหลักประกันการรับประกันความชำรุดบกพร่องของงานติดตั้ง การจัดให้มีประกันอัคคีภัยและการให้บริการบำรุงรักษาและทำความสะอาดแผงเซลล์แสงอาทิตย์โดยผู้ให้บริการต้องวางหลักประกันสัญญาครอบคลุมระยะรับประกันระยะเวลา 7 ปี โดยรูปแบบเป็นไปตามข้อกำหนดของ กฟน.และ/หรือ กฟภ.

จากข้อกำหนดดังกล่าวจะเห็นได้ว่าบริษัทที่รับติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ภายใต้โครงการนี้มีภาระที่จะต้องหาเงินมาวางประกันอีกส่วนหนึ่ง อันเป็นค่าประกัน “ความชำรุดบกพร่องของงานติดตั้ง การจัดให้มีประกันอัคคีภัยและการให้บริการบำรุงรักษาและทำความสะอาดแผงเซลล์แสงอาทิตย์” แม้ว่าจะเป็นเงินประกันเพียง 10,000 บาท แต่ระยะเวลาในการวางประกันนั้นยาวนานถึง 7 ปี โดยหากพิจารณาเปรียบเทียบกับการติดตั้งโซลทาร์รูฟท็อปกับ MEAei ของการไฟฟ้านครหลวงก่อนหน้าที่จะมีโครงการนี้รับประกันติดตั้งและบำรุงรักษา 2 ปี และประกันอัคคีภัยเพียง 1 ปี

เท่ากับว่าหากบริษัทที่รับติดตั้งที่เข้าร่วมโครงการนี้รับงานติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปพร้อมกัน 100 หลัง ก็จะต้องมีเงินเงินค้ำประกันในส่วนนี้ 1,000,000 บาท/ปี และเงินก้อนนี้ก็จะถูกการไฟฟ้าเก็บไว้ในฐานะเงินประกันยาวถึง 7 ปี เงื่อนไขนี้จึงเป็นอีกหนึ่งเงื่อนไขที่เอื้อต่อบริษัทที่รับติดตั้งโซลาร์เซลล์ขนาดใหญ่ที่มีเงินทุนและสินทรัพย์มากพอที่จะวางเป็นเงินประกันกับการไฟฟ้ายาวนานถึง 7 ปีได้ ในขณะเดียวกันเงื่อนไขนี้ก็เป็นการกีดกันบริษัทขนาดเล็กและ SMEs ที่ไม่มีเงินทุนสำรองมากพอที่จะสามารถนำไปจัดวางเป็นเงินประกันในระยะเวลายานนานขนาดนั้นได้ 

3. แม้จะมีบริษัทสมัครร่วมโครงการจำนวนมาก แต่ภาครัฐเพิ่งจะเปิดเงื่อนไขในวันที่ ครม. อนุมัติโครงการ และราคากลาง 140,000 บาท (รวม VAT) ภายใต้เงื่อนไขนี้อาจจะไม่คุ้มสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย

แม้ กฟน. จะมีการเปิดเผยว่า มีบริษัทรับติดตั้งโซลาร์ที่สมัครเข้าโครงการนี้จำนวนกว่า 665 บริษัท และ กฟภ. มีการประกาศรายชื่อผู้ให้บริการติดตั้งโซลาร์ในจังหวัดต่างๆ โดยในแต่ละจังหวัดมีบริษัทที่สมัครเข้าโครงการโซลาร์ภาคประชาชน 1 ล้านหลังคาเรือนหลายร้อยบริษัท 

แต่หลักเกณฑ์และเงื่อนไขสำหรับบริษัทผู้ให้บริการติดตั้งโซลาร์ที่สมัครเข้าร่วมโครงการนี้ ซึ่งเป็นเอกสารไฟล์ PDF ให้ดาวน์โหลดชื่อ ‘Handbook คู่มือโครงการโซลาร์ภาคประชาชน สำหรับ Vendor’ เพิ่งจะมีการเปิดให้เข้าถึงได้ในวันเดียวกันกับที่ ครม. อนุมัติโครงการนี้ โดยในตัวเอกสารเองระบุไว้ว่า “จัดทำโดยปลัดกระทรวงมหาดไทย วันที่ 27 ตุลาคม 2569” ซึ่งหมายความว่า บริษัทที่สมัครเข้าร่วมโครงการก็เพิ่งจะรับรู้ถึงเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ในการดำเนินการในวันที่ 27 ตุลาคม 2569 และหากไม่สามารถรับเงื่อนไขและกฎเกณฑ์ตามระเบียบดังกล่าวได้ ก็อาจจะมีบริษัทที่ผู้ให้บริการติดตั้งโซลาร์ถอนตัวไม่เข้าโครงการนี้เพิ่มขึ้น 

ไม่เพียงแค่การรับทราบเงื่อนไขในการให้บริการติดตั้งโซลาร์ ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่อาจจะทำให้เกิดการถอนตัวในวันที่ ครม. อนุมัติโครงการ ไม่ใช่ในวันที่สมัครเข้าร่วมโครงการ การที่กฟน./กฟภ. กําหนดคุณสมบัติและอัตราค่าติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ชุดมาตรฐานขนาด 5 kW 1 phase วงเงินมาตรฐาน 140,000 บาท (รวม VAT) ยังกลายมาเป็นอีกหนึ่งเงื่อนไขที่บริษัทผู้ให้บริการติดตั้งโซลาร์บางแห่งมองว่า เมื่อนำเอาตัวเลขอัตราค่าติดตั้ง 140,000 บาท (รวม VAT) มาพิจารณาควบคู่กันกับเงื่อนไขอื่นๆ ที่กำหนดไว้ใน ‘Handbook คู่มือโครงการโซลาร์ภาคประชาชน สำหรับ Vendor’  

โดยเฉพาะการรับประกันงานติดตั้งเป็นระยะเวลา 7 ปี และแก้ไขความชํารุดบกพร่องที่เกิดจากการออกแบบหรือการติดตั้งที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน ซึ่งปกติการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปของบริษัททั่วไป หรือแม้กระทั่งของบริษัท MEAei ของการไฟฟ้านครหลวงเองก็จะมีการรับประกันการติดตั้งและบำรุงรักษาอยู่ที่ 2 ปี เท่านั้นและประกันอัคคีภัยเพียง 1 ปี ยังไม่รวมถึงประเด็นการบํารุงรักษาและทําความสะอาดแผงที่มีการกำหนดไว้อย่างน้อยปีละ 1 คร้ัง ตลอดระยะเวลา 7 ปี อีกด้วย ซึ่งการกำหนดเงื่อนไขเหล่านี้เมื่อเปรียบเทียบกับอัตราค่าติดตั้ง 140,000 บาท (รวม VAT) และรวมไปถึงการที่ต้องจัดหาวงเงิน Bank Guarantee ทั้งเงินหลักประกันและเงินประกันภัย ทำให้หลายบริษัทมองว่าเมื่อพิจารณาร่วมกันในเชิงการดำเนินธุรกิจอาจจะไม่คุ้มสำหรับบริษัทขนาดเล็ก หรือ SMEs 

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ
Like this article:
Social share: