สวทช. ผสานนวัตกรรมยกระดับ 'ทุ่งกุลาม่วนซื่น' ปั้นบ่อพันขันสู่ 'พิพิธภัณฑ์มีชีวิต' ดึงแพลตฟอร์ม 'นวนุรักษ์' เก็บฐานข้อมูลวัฒนธรรม-ชีวภาพ

กองบรรณาธิการ TCIJ 12 ก.ย. 2569 | อ่านแล้ว 194 ครั้ง

สวทช. ผสานนวัตกรรมยกระดับ 'ทุ่งกุลาม่วนซื่น' ปั้นบ่อพันขันสู่ 'พิพิธภัณฑ์มีชีวิต' ดึงแพลตฟอร์ม 'นวนุรักษ์' เก็บฐานข้อมูลวัฒนธรรม-ชีวภาพ

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดกิจกรรมสื่อมวลชนสัญจรที่จังหวัดร้อยเอ็ด เปิดผลงานนวัตกรรมปทุมมา สิ่งทอ และแพลตฟอร์มดิจิทัลจัดเก็บภูมิปัญญาท้องถิ่น มุ่งยกระดับชุมชนบ่อพันขันสู่การท่องเที่ยวเชิงวิทยาศาสตร์และมาตรฐานความยั่งยืนระดับโลก

เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 ณ จังหวัดร้อยเอ็ด สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) จัดกิจกรรม "นวัตกรรมสู่ชุมชน ทุ่งกุลาม่วนซื่น: อยู่ดี มีแฮง สร้างคุณค่า สร้างรายได้" พร้อมสื่อมวลชนสัญจร นำเสนอการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อเพิ่มมูลค่าทรัพยากรชีวภาพ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น เชื่อมโยงสู่การท่องเที่ยว การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการสร้างรายได้อย่างยั่งยืน โดยบูรณาการความร่วมมือกับจังหวัดร้อยเอ็ด ชุมชนท่องเที่ยวบ่อพันขัน มหาวิทยาลัย และหน่วยงานพันธมิตร โดยมีนางสาวปราณี วงศ์บุตร รองผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด เข้าร่วมงาน

นางสาววิราภรณ์ มงคลไชยสิทธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) สวทช. เผยว่า กิจกรรมจัดขึ้นเพื่อนำเสนอผลการดำเนินงานในการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อยกระดับเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของชุมชน ภายใต้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วย BCG Model ในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ พ.ศ. 2567-2571 ครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ สุรินทร์ ยโสธร และมหาสารคาม โดยหนึ่งในกิจกรรมสำคัญคือการนำเสนอแปลงไม้ดอกปทุมมา ณ วัดเกาะบ่อพันขันรัตนโสภณ ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่ สวทช. ถ่ายทอดให้แก่ชุมชน โดยปทุมมาที่นำมาจัดแสดงมีจำนวน 6 พันธุ์ ประกอบด้วยพันธุ์วิจัยของ สวทช. ได้แก่ สตาร์บิวตี้ สตาร์ยูนิเวิร์ส และสตาร์เพิร์ล รวมถึงพันธุ์การค้าอีก 3 สายพันธุ์

นอกจากนี้ สวทช. ยังนำองค์ความรู้ด้านสิ่งทอมาเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ผ้าไหมของชุมชน ทั้งการใช้เอนไซม์ซิลค์โปร (SilkPro) ในการลอกกาวไหม การย้อมสีธรรมชาติ การออกแบบลวดลายอัตลักษณ์อย่างลาย "บ่อพันขัน 1" และลาย "ข้าวปลานาหนองฮี" ตลอดจนการประยุกต์ใช้นาโนเทคโนโลยีเพิ่มคุณสมบัติผลิตภัณฑ์สิ่งทอ เช่น ความนุ่มลื่น การป้องกันรังสียูวี และการยับยั้งแบคทีเรีย

ในมิติของการจัดการข้อมูล นางสาววัชชิรา บูรณสิงห์ ผู้ช่วยวิจัย เนคเทค สวทช. และหนึ่งในผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม "นวนุรักษ์" (NAVANURAK) อธิบายว่า สวทช. นำแพลตฟอร์มนี้มาใช้เป็นเครื่องมือรวบรวมและบริหารจัดการองค์ความรู้ของชุมชน ซึ่งจากการสำรวจพบพืชท้องถิ่น 171 ชนิด เห็ด 27 ชนิด นก 111 ชนิด และทุนวัฒนธรรม 345 รายการ โดยหัวใจสำคัญคือการให้ "ชุมชนเป็นเจ้าของข้อมูล" ยกระดับคนในพื้นที่ให้เป็นนักจัดการข้อมูลท้องถิ่นที่สามารถรวบรวม บันทึก และร้อยเรียงเรื่องราวด้วยตนเอง โดยทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยศิลปากรเพื่อผลักดันการจัดการท่องเที่ยวชุมชนสู่มาตรฐานระดับโลก (GSTC)

ด้านพระปลัด ดร.ขาว คตตธมฺโม เจ้าอาวาสวัดเกาะบ่อพันขันรัตนโสภณ เล่าว่า มีความฝันอยากให้พื้นที่บ่อพันขันเป็น "พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต" โดยชูจุดเด่นความเป็นแอ่งอารยธรรมสำคัญ ทั้งร่องรอยลานหินตัดขนาดใหญ่ที่เชื่อว่าใช้สร้างปราสาทขอมโบราณ ตำนานศาลเจ้าปู่ผ่าน และวิถีภูมิปัญญาการต้มเกลือสินเธาว์โบราณ ขณะที่นายสายฝน แก้วสมบัติ ผู้ใหญ่บ้านหญ้าหน่อง กล่าวว่า ระบบนวนุรักษ์ช่วยจัดระเบียบข้อมูลที่เคยอาศัยเพียงการบอกเล่าปากต่อปากให้เป็นไฟล์ดิจิทัลที่ค้นหาง่าย เปรียบเสมือน "คัมภีร์ชุมชน" ที่ช่วยถ่ายทอดภูมิปัญญาสู่เยาวชนรุ่นใหม่

ในมิติเชิงวิชาการ ภก.ดร.วีระพงษ์ ประสงค์จีน ผู้เชี่ยวชาญด้านพื้นที่บ่อพันขัน กล่าวว่า พื้นที่นี้มีศักยภาพระดับภูมิทัศน์วัฒนธรรม (Cultural Landscape) ซึ่งข้อมูลในแพลตฟอร์มนวนุรักษ์ได้กลายเป็นฐานสำคัญให้ผู้ประกอบการออกแบบเส้นทางท่องเที่ยว 4 รูปแบบ ได้แก่ เส้นทางประวัติศาสตร์ เส้นทางสีเขียว เส้นทางสุขภาพ และเส้นทางการศึกษา เพื่อยกระดับบ่อพันขันสู่การเป็น "หมู่บ้านฟื้นสร้าง" (Regenerative Village) และจุดหมายปลายทางด้านการจัดประชุมสัมมนาเชิงนิเวศ (Green MICE) ขณะที่ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จิตศักดิ์ พุฒจร สาขาวิชาการจัดการการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวเสริมว่า จุดแข็งของบ่อพันขันคือ "ความเดิมแท้" (Authenticity) ที่ชุมชนรักษาวิถีชีวิตดั้งเดิมไว้ ผสานกับการต่อยอดสู่ชุมชนสุขภาวะ (Wellness Community) สอดรับกับทิศทางการท่องเที่ยวเชิงฟื้นฟู (Regenerative Tourism) ของโลก

ด้านนายเก่ง แกล้วกล้า ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดร้อยเอ็ด กล่าวว่า บ่อพันขันมีไฮไลต์ระดับประเทศคือการเป็น "เขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืด" บริเวณโนนขันหมาก ตามแนวทางโครงการ Amazing Dark Sky in Thailand พร้อมเร่งผลักดันโครงสร้างพื้นฐานและเชื่อมโยงข้อมูลจากนวนุรักษ์กับโซเชียลมีเดีย เพื่อบูรณาการกับเส้นทางสายมูตามรอยโบราณสถานกู่ หรือ "5 ตำนานร้อยเอ็ด"

สำหรับกิจกรรมสื่อมวลชนสัญจรครั้งนี้ ได้เปิดประสบการณ์ลงพื้นที่บ่อพันขันแบบครบรส ทั้งเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์วัด สักการะศาลปู่ผ่าน นั่งรถซาเล้งชมธรรมชาติ และร่วมสาธิตทำเกลือโบราณ ก่อนแวะชมตลาดนวัตกรรมที่ลานจามจุรี ซึ่งมีผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ชุมชน อาทิ "กุลาบีฟ" สเต็กเนื้อนุ่มจากผงหมักโคจิโดยไบโอเทค ผลิตภัณฑ์จิ้งหรีดแปรรูปบ้านสาวแห และเครื่องดื่ม Kula Light Sparkling Rice Brew ต้นแบบนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคตจากไบโอเทค

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ
Like this article:
Social share: