IMF ชี้เอเชียเผชิญแรงกดดันพลังงานจากสงคราม เสี่ยงเงินเฟ้อพุ่ง-เศรษฐกิจชะลอ

กองบรรณาธิการ TCIJ 17 เม.ย. 2569 | อ่านแล้ว 65 ครั้ง

IMF ชี้เอเชียเผชิญแรงกดดันพลังงานจากสงคราม เสี่ยงเงินเฟ้อพุ่ง-เศรษฐกิจชะลอ

รายงาน IMF ระบุ เศรษฐกิจเอเชียยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของโลก แต่กำลังถูกทดสอบจากวิกฤตพลังงานในตะวันออกกลาง ซึ่งดันเงินเฟ้อสูงขึ้นและจำกัดนโยบายเศรษฐกิจ | ภาพจาก: Linh Pham/IMF Photo

เมื่อช่วงเดือนเมษายน 2026 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจเอเชียในปี 2026 กำลังเผชิญแรงกดดันครั้งสำคัญจากวิกฤตพลังงานที่เกิดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ดุลบัญชีภายนอกอ่อนแอลง และจำกัดขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ

รายงานระบุว่า แม้เอเชียจะเริ่มต้นปี 2026 ด้วยพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง และยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการเติบโตโลก แต่แนวโน้มการขยายตัวมีทิศทางชะลอลง โดยคาดว่าเศรษฐกิจภูมิภาคจะเติบโต 4.4% ในปีนี้ และ 4.2% ในปีถัดไป จาก 5% ในปีก่อนหน้า

IMF ชี้ว่า ความขัดแย้งที่ส่งผลต่ออุปทานพลังงานถือเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ เนื่องจากเอเชียพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซสูง โดยการนำเข้าพลังงานสุทธิคิดเป็นประมาณ 2.5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)

ภูมิภาคเอเชียยังเป็นผู้บริโภคน้ำมันราว 38% ของโลก และก๊าซธรรมชาติประมาณ 24% ขณะที่หลายประเทศ เช่น ไทยและมาเลเซีย มีสัดส่วนการใช้พลังงานต่อเศรษฐกิจสูง ทำให้เปราะบางต่อความผันผวนของราคา

รายงานยังระบุว่า เอเชียเป็นผู้ซื้อหลักของพลังงานที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยคิดเป็นราว 80% ของก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ผ่านเส้นทางดังกล่าว ส่งผลให้ความตึงเครียดในพื้นที่กระทบต่อภาคอุตสาหกรรม โรงกลั่น และระบบพลังงานโดยตรง

ผลกระทบของราคาพลังงานที่สูงขึ้นส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจในหลายช่องทาง ทั้งการเพิ่มต้นทุนการผลิต ลดกำลังซื้อของประชาชน และกดดันอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 2.6% ในปีนี้ จาก 1.4% ในปีก่อน

IMF เตือนว่า หากวิกฤตพลังงานยืดเยื้อหรือรุนแรงขึ้น อาจทำให้การเติบโตของภูมิภาคลดลงสะสม 1–2% ภายในปี 2027 และทำให้เงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ ประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง หรือมีพื้นที่นโยบายการคลังจำกัด จะได้รับผลกระทบหนักเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในเอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศหมู่เกาะแปซิฟิก

IMF แนะนำให้รัฐบาลในภูมิภาคใช้มาตรการช่วยเหลืออย่างตรงจุด โดยเน้นคุ้มครองกลุ่มเปราะบาง หลีกเลี่ยงการอุดหนุนพลังงานในวงกว้าง และปล่อยให้ราคาสะท้อนต้นทุนจริง ขณะเดียวกันธนาคารกลางควรดำเนินนโยบายการเงินอย่างยืดหยุ่นเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ

ระยะยาว IMF ชี้ว่าเอเชียควรเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เพิ่มการใช้พลังงานทางเลือก พัฒนาโครงข่ายไฟฟ้า และส่งเสริมการค้าและการลงทุนในภูมิภาค เพื่อเสริมความสามารถในการรับมือกับความผันผวนด้านพลังงานในอนาคต

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ
Like this article:
Social share: