กรมสุขภาพจิตผลักดันระบบรับรองมาตรฐาน MHCC ยกระดับการให้บริการปรึกษาด้านสุขภาพจิตในโรงพยาบาลทั่วประเทศ หลังพบคนไทยกว่า 13.4 ล้านคนเคยป่วยจิตเวช แต่เข้าถึงบริการเพียง 8.2% ตั้งเป้าครอบคลุมหน่วยบริการสังกัดสาธารณสุขทั้งหมดภายในปี 2570
สถานการณ์สุขภาพจิตในประเทศไทยกำลังน่าเป็นห่วง โดยผลสำรวจระบาดวิทยาสุขภาพจิตของคนไทยระดับชาติ ปี 2566 ของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข พบว่าคนไทย 13.4 ล้านคน หรือประมาณร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด เคยเป็นโรคจิตเวชและเผชิญปัญหาสุขภาพจิต โดยอัตราการป่วยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เช่น ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่เพิ่มขึ้นจาก 231,082 คนในปี 2555 เป็น 399,645 คนในปี 2566 หรือเพิ่มขึ้นถึง 1.7 เท่า
ท่ามกลางสถานการณ์นี้ กลับพบว่าตัวเลขการเข้าถึงบริการสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง โดยรายงานสุขภาพ ปี 2568 ของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ระบุว่ามีคนไทยเพียงร้อยละ 8.2 เท่านั้นที่เข้าถึงบริการสุขภาพจิต ด้วยเหตุนี้ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข จึงผลักดันให้การรับบริการปรึกษาด้านสุขภาพจิตกลายเป็นสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ในปี 2568 พร้อมขับเคลื่อน "ระบบรับรองมาตรฐานการให้บริการคำปรึกษาด้านสุขภาพจิต" หรือ "ระบบ MHCC" (Mental Health Counseling Center) ในปีเดียวกัน
นพ.เทอดศักดิ์ เดชคง ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและพัฒนาสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของการดำเนินการดังกล่าวคือการทำให้โรงพยาบาลในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขทั่วประเทศมีการให้บริการคำปรึกษาด้านสุขภาพจิตมากขึ้น พร้อมการันตีคุณภาพและมาตรฐานการให้บริการ โดยใบรับรองระดับพื้นฐานจะมีอายุ 5 ปี การรับรองมาตรฐานจะพิจารณาหลายองค์ประกอบ เช่น สถานที่ของหน่วยบริการ การรักษาความปลอดภัยข้อมูลสุขภาพ บุคลากรที่จบการศึกษาด้านให้คำปรึกษาโดยเฉพาะ และขั้นตอนการติดตามผล
ข้อมูลปัจจุบัน ณ เดือนกันยายน 2569 มีหน่วยบริการได้รับการรับรองมาตรฐานแล้ว 776 แห่งทั่วประเทศ กระจายอยู่ใน 13 เขตสุขภาพ โดยเขตสุขภาพที่ 1 มีจำนวนมากที่สุด 80 แห่ง รองลงมาคือเขตสุขภาพที่ 8 จำนวน 77 แห่ง และเขตสุขภาพที่ 4 จำนวน 76 แห่ง ขณะที่เขตสุขภาพที่ 13 มีน้อยที่สุด 7 แห่ง นพ.เทอดศักดิ์ กล่าวว่า ตามแผน กระทรวงสาธารณสุขพยายามให้ทุกหน่วยบริการในสังกัด ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป หรือโรงพยาบาลชุมชน ผ่านกระบวนการรับรอง MHCC ทั้งหมดร้อยละ 100 โดยคาดว่าในปีงบประมาณ 2570 จะครบทั้งหมด พร้อมผลักดันการรับรองไปยังหน่วยบริการอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และหน่วยบริการภาคเอกชน
ทั้งนี้ หน่วยบริการที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเหล่านี้ ช่วยหนุนเสริมให้ประชาชนเข้าถึงบริการปรึกษาด้านสุขภาพจิตรูปแบบวอล์กอินไปแล้วถึงหลักหมื่นครั้ง และหากรวมการให้คำปรึกษาผ่านโทรศัพท์ด้วยน่าจะอยู่ที่หลักแสนครั้ง นอกจากหน่วยบริการสังกัดกระทรวงสาธารณสุขแล้ว ปัจจุบันยังมีหน่วยบริการในมหาวิทยาลัยที่ผ่านการรับรอง MHCC เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญ เนื่องจากนิสิต-นักศึกษาเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงต่อปัญหาสุขภาพจิต โดยผลสำรวจของกรมสุขภาพจิตปี 2566 พบว่ากลุ่มอายุ 18-24 ปี มีอัตราการเผชิญปัญหาสุขภาพจิตสูงสุดที่ร้อยละ 13.7
ตัวอย่างสำคัญคือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภายใต้ TU well-being: Counselling center ซึ่งได้รับการรับรอง MHCC ในปี 2569 โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์บุรชัย อัศวทวีบุญ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา ให้ข้อมูลว่า มหาวิทยาลัยมีการให้บริการผ่านคลินิกสุขภาพจิตโดยจิตแพทย์ การจัดกลุ่มกิจกรรมบำบัด การพัฒนาแอปพลิเคชันประเมินปัญหาสุขภาพจิตเบื้องต้น รวมถึงการส่งนักจิตวิทยาไปอบรมให้ความรู้กับเจ้าหน้าที่และนักศึกษาถึงคณะ และหากนักศึกษาไม่สบายใจที่จะรับบริการในมหาวิทยาลัย ก็จะประสานไปยังโรงพยาบาลเพื่อให้ได้รับส่วนลดพิเศษ
ด้านศาสตราจารย์ ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า นักศึกษาในปัจจุบันต้องเผชิญกับโลกที่ซับซ้อนและกดดันมากขึ้น โดยข้อมูลจากเครือข่ายมหาวิทยาลัยไทยเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ (TUN-HPN) เมื่อปี 2565 พบว่าจากกลุ่มตัวอย่างนักศึกษากว่า 9,000 คน มีนักศึกษาที่มีความเครียดบ่อยครั้งถึงตลอดเวลาอยู่ที่ร้อยละ 40 และเคยคิดฆ่าตัวตายร้อยละ 4 พร้อมย้ำว่าการปล่อยให้นักศึกษาเผชิญปัญหาสุขภาพจิตโดยไม่ได้รับการดูแลรักษา หมายถึงการทำให้ประเทศสูญเสียบุคลากรคุณภาพไปโดยใช่เหตุ จึงนำมาสู่การพัฒนา TU well-being: Counselling center เพื่อเตรียมความพร้อมทั้งด้านระบบการดูแลและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเข้าถึงบริการ
หากผู้อ่านหรือคนใกล้ตัวประสบปัญหาสุขภาพจิต สามารถขอความช่วยเหลือได้ที่สายด่วนสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต โทร. 1323
www.facebook.com/tcijthai
ป้ายคำ

