บพท.-ม.ทักษิณ ชู 'พรีเมียมพัทลุงโมเดล' สร้างห่วงโซ่คุณค่าใหม่ให้ควายทะเลน้อย ผู้ประกอบการชุมชนมีรายได้เพิ่ม 15% ใน 1 ปี

กองบรรณาธิการ TCIJ 22 ต.ค. 2569 | อ่านแล้ว 80 ครั้ง


โครงการวิจัยที่ได้รับทุนจากหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) นำโดยมหาวิทยาลัยทักษิณ ยกระดับวิถีเลี้ยงควายปลักทะเลน้อย จังหวัดพัทลุง ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่คอกอนุบาลและคอกขุน การแปรรูปผลิตภัณฑ์ชุมชน ไปจนถึงท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ ผู้วิจัยระบุว่าช่วงปี 2568-2569 ทำให้รายได้ผู้ประกอบการธุรกิจชุมชนเพิ่มขึ้น 15% และจังหวัดขึ้นบัญชีวิถีควายเลน้อยเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของจังหวัดประจำปี 2569

พัทลุงมีจุดเด่นด้านมรดก 3 รายการ ได้แก่ มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม "โนรา" มรดกทางการเกษตรโลกแห่งแรกของไทย และพื้นที่ชุ่มน้ำโลก (Ramsar Site) ทะเลน้อย โดยองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ประกาศให้ทะเลน้อย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา เป็นระบบมรดกทางการเกษตรที่สำคัญของโลก (GIAHS) ในชื่อ “Thale Noi Wetland Pastoral Buffalo Agro-ecosystem” เมื่อปี พ.ศ. 2565 สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำกับภูมิปัญญาเลี้ยงควายปลักแบบปล่อยธรรมชาติที่สืบทอดมานานกว่า 2 ศตวรรษ

ผลการศึกษาระบุว่า ควายทะเลน้อยมีบทบาทรักษาสมดุลระบบนิเวศ ทำหน้าที่คล้ายวิศวกรชีวภาพ ช่วยกำจัดวัชพืชน้ำได้ถึง 100 ตันต่อวัน เปิดทางน้ำและป้องกันทะเลสาบตื้นเขิน การปล่อยควายหากินช่วงนอกฤดูฝนช่วยสร้างแนวกันไฟป่าตามธรรมชาติ มูลควายเป็นปุ๋ยอินทรีย์และแหล่งแร่ธาตุ ส่วนรอยเหยียบในปลักเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำและวางไข่ของนกน้ำหายากบางชนิด วิถี "ควายดำน้ำ" จึงดึงดูดนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์รูปแบบธุรกิจผ่านกลไก "คน-ของ-ตลาด" พบว่าการเลี้ยงควายยังเป็นเกษตรกรรมแบบอนุรักษ์ ขาดการจัดการเชิงระบบ และพึ่งพาแรงงานเป็นหลัก ช่วงน้ำท่วมหลากเกษตรกรแบกต้นทุนแฝงสูง ทั้งค่าน้ำมันเรือหางยาวที่ผันผวน และฟางก้อนที่ขึ้นจากปกติก้อนละ 45 บาท เป็น 70-100 บาท ขณะที่ราคาควายมีชีวิตลดลงจากตัวละ 25,000-30,000 บาท เหลือ 10,000-20,000 บาท เนื่องจากขาดอำนาจต่อรองและถูกพ่อค้าคนกลางกดราคา โดยพ่อค้ามักเหมาฝูงและรับลูกควายแรกเกิดไปโดยไม่คิดมูลค่า

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิสิทธิ์ บุญชุม รองคณบดีฝ่ายบริหารและพัฒนาองค์กร คณะวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมดิจิทัล มหาวิทยาลัยทักษิณ หัวหน้าโครงการวิจัย "พรีเมียมพัทลุงโมเดล: การยกระดับคุณภาพเศรษฐกิจในปริมณฑลเลสาบ ด้วยห่วงโซ่คุณค่า เขา ป่า นา เล ผ่านพลังเครือข่ายแบบมีส่วนร่วม" กล่าวว่า โมเดลนี้คือการเปลี่ยนจาก "ผู้ประกอบอาชีพ" เป็น "ผู้ประกอบการธุรกิจควายเลน้อย" โดยดึงผู้เลี้ยงควาย วิสาหกิจชุมชน และกลุ่มอาชีพท้องถิ่นเข้ามาในระบบ ได้แก่ กลุ่มเรือนำเที่ยว กลุ่มทำกลองโพนหนังควาย กลุ่มหัตถกรรมกะลาและเขาควาย กลุ่มปุ๋ยจากมูลควาย และกลุ่มหัตถกรรมกระจูด โดยมี "ศูนย์การเรียนรู้ควายเลน้อย" เป็นแกนกลาง เพื่อให้รายได้กระจายคืนสู่คนเลี้ยงควายและชุมชนอย่างเป็นธรรม

โครงการขับเคลื่อนห่วงโซ่คุณค่าใน 3 ส่วน

ต้นน้ำ เน้นการบริบาลและมาตรฐานการเลี้ยง จัด "คอกอนุบาลควาย" แยกดูแลควายป่วย แม่ควาย และลูกควายแรกเกิดช่วงน้ำหลาก (อายุ 1-3 เดือน ซึ่งมีสถิติตายสูงสุด) ดูแลอาหาร น้ำ และวัคซีน ผู้วิจัยระบุว่าลดการสูญเสียลูกควายได้ชัดเจน พร้อมเปิดให้ผู้มีจิตศรัทธาอุปถัมภ์ควาย และจัด "คอกขุน" สำหรับควายอายุ 2-4 ปี ด้วยอาหารหยาบและอาหารข้นคุณภาพสูง 3 เดือนก่อนจำหน่าย เพื่อเพิ่มน้ำหนักและแก้ปัญหาถูกกดราคา

กลางน้ำ พัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนด้วยเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ร่วมกับปราชญ์ชาวบ้าน ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน เช่น ไอศกรีมนมควาย ผลิตภัณฑ์กัวซาจากเขาควาย งานหัตถกรรมและของที่ระลึกจากกะลามะพร้าวและเขาควาย การยกระดับมาตรฐานฟอกและถนอมหนังควายส่งกลุ่มทำกลองโพนวัดช่วงออกพรรษา ปุ๋ยหมักอินทรีย์จากมูลควาย และธูปจากมูลควายสำหรับไล่แมลงในคอก

ปลายน้ำ เน้นการตลาดและประสบการณ์ท่องเที่ยว โดยคัดควายพื้นเมืองที่เชื่องมาทำกิจกรรมกับนักท่องเที่ยว อบรมทักษะการเล่าเรื่อง (Storytelling) ให้คนขับเรือนำเที่ยว และยกระดับจากทัวร์ล่องเรือดูนกเป็นแพ็กเกจเชิงประสบการณ์ เช่น “Sunrise to Sunset Tour” และ “Lae Noi Twilight” ซึ่งมีทั้งสัมผัสวิถีควายน้ำ ป้อนอาหารควาย และเวิร์กชอปงานคราฟต์

สุภเศรษฐ โอภิธากรณ์ ผู้ประกอบการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและผู้ร่วมโครงการ กล่าวว่า โครงการสร้างจุดเปลี่ยนเชิงความคิดแก่ชุมชน ภาครัฐ เอกชน และประชาสังคมรวม 15 หน่วยงานที่ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) "ตอนนี้พวกเรากำลังยกระดับจากการท่องเที่ยวเชิงนันทนาการทั่วไป ไปสู่การท่องเที่ยวแบบมีส่วนร่วม เพื่อร่วมกันฟื้นฟูระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทะเลสาบสงขลา อันเป็นลากูนตามธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน ให้กลับมาอุดมสมบูรณ์และเป็นฐานรากของอาชีพที่มั่นคงของชุมชน"

ผลของโครงการวิจัยระยะ 1 ปี (พ.ศ. 2568-2569) ระบุว่า รายได้ของผู้ประกอบการธุรกิจชุมชนควายเลน้อยเพิ่มขึ้น 15% จากฐานเดิม พร้อมผลักดันนโยบายสาธารณะ โดยยื่นเสนอขึ้นทะเบียนวิถีชีวิตควายเลน้อยเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม (ICH) ของชาติ และจังหวัดพัทลุงประกาศขึ้นบัญชีควายเลน้อยเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของจังหวัดประจำปี 2569

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ
Like this article:
Social share: