เครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมและกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch) จัดแถลงข่าวที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ประกาศจุดยืนต่อรัฐบาลและคณะผู้แทนเจรจาก่อนการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป รอบที่ 10 ที่จังหวัดภูเก็ต ระหว่างวันที่ 28 กันยายน - 6 ตุลาคม 2569 โดยระบุว่าแม้เจรจาปิดได้แล้ว 15 จาก 24 บท แต่ไม่ควรนำผลประโยชน์สาธารณะไปแลกเปลี่ยน พร้อมกำหนดข้อเรียกร้อง 4 ประเด็นที่ไม่ควรต่อรอง
เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2569 เครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมและกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch) จัดแถลงข่าว ณ ลานปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เพื่อแสดงจุดยืนต่อการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป (Thailand-EU FTA) รอบที่ 10 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นที่จังหวัดภูเก็ต ระหว่างวันที่ 28 กันยายน - 6 ตุลาคม 2569
ภาคประชาชนระบุว่า การเจรจาที่ผ่านมาสามารถปิดได้แล้ว 15 บทจากทั้งหมด 24 บท แต่ไม่ควรใช้เป็นเหตุผลในการเร่งปิดดีลในประเด็นที่ยังมีความอ่อนไหว โดยขอให้คณะเจรจาไม่นำประเด็นด้านสาธารณะไปแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ข้ามสาขา (Trade-off) และได้สรุปข้อเรียกร้องเป็น 4 ประเด็นหลัก ดังนี้
1. ประเด็นเมล็ดพันธุ์ ห้ามรับข้อผูกพันให้เข้าเป็นภาคีหรือแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับอนุสัญญา UPOV 1991
2. ประเด็นยา ห้ามรับมาตรการทรัพย์สินทางปัญญาที่เกินกว่าความตกลง TRIPS (TRIPS-plus) ทั้งการขยายอายุสิทธิบัตรและการผูกขาดข้อมูลการทดสอบยา
3. ประเด็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม่เร่งเปิดตลาด ไม่ลดหรือยกเลิกภาษีนำเข้าที่อาจกระทบกลไกควบคุมด้านสุขภาพ
4. ประเด็นการค้าดิจิทัล ไม่รับข้อผูกพันที่ลิดรอนอำนาจการกำกับดูแลของรัฐ และการถ่ายโอนข้อมูลส่วนบุคคลอย่างไร้การควบคุม
ประเด็นเมล็ดพันธุ์
ภาคประชาชนอ้างถึงหนังสือจากกลุ่มผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติ (UN Special Rapporteurs) Ref. OL OTH 81/2026 ลงวันที่ 26 กันยายน 2569 ที่ระบุว่า พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 ของไทยเป็นระบบกฎหมายเฉพาะ (Sui Generis) ที่สร้างความสมดุลระหว่างการคุ้มครองนักปรับปรุงพันธุ์กับการปกป้องสิทธิเกษตรกรและพันธุ์พืชพื้นเมือง พร้อมเรียกร้องให้ตัดข้อกำหนด UPOV 1991 ออกจาก FTA ไทย-อียู
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 สภาเกษตรกรแห่งชาติและเครือข่ายสภาเกษตรกร 77 จังหวัด มีมติเรียกร้องให้รัฐบาลชะลอการผลักดัน UPOV 1991 และการแก้ไขกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช
นายปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (BioThai) กล่าวว่า มีความกังวลว่ากรมวิชาการเกษตรอาจเดินหน้าแก้ไขกฎหมายไปสู่แนวทาง UPOV 1991 ไม่ว่าผลการเจรจา FTA จะออกมาเป็นอย่างไร และเห็นว่ากระบวนการจัดทำร่างกฎหมายที่กระทบต่อสิทธิเกษตรกรควรเปิดเผยให้ประชาชนมีส่วนร่วม
นางอุบล อยู่หว้า เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก (ประเทศไทย) กล่าวว่า เกษตรกรไทยส่วนใหญ่ถือครองที่ดินแปลงเล็ก การทำให้ภาคเกษตรเข้มแข็ง เกษตรกรต้องมีสิทธิเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อได้ และยกตัวอย่างกรณีอินเดียและกลุ่ม EFTA ที่สามารถปกป้องประเด็นดังกล่าวได้
ประเด็นยา
นายเฉลิมศักดิ์ กิตติตระกูล เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย กล่าวว่า ข้อเรียกร้องของสหภาพยุโรปเรื่องการผูกขาดข้อมูลทางยา (Data Exclusivity) การผูกขาดทางการตลาด (Market Exclusivity) และการขยายระยะเวลาคุ้มครองสิทธิบัตร เป็นมาตรการที่เกินกว่าพันธกรณี TRIPS ขององค์การการค้าโลก (WTO) พร้อมระบุว่าหากยอมรับเงื่อนไขดังกล่าวอาจทำให้ระยะเวลาผูกขาดยาขยายจาก 20 ปีไปถึง 36 ปี และกระทบต่อค่าใช้จ่ายด้านยาของประเทศ โดยประเมินว่าค่าใช้จ่ายอาจเพิ่มขึ้นกว่า 130,000 ล้านบาทในช่วง 10 ปี และอาจสูงถึง 3.7 ล้านล้านบาทในช่วง 30 ปี
นางกรรณิการ์ กิจติเวชกุล รองประธาน FTA Watch กล่าวว่า บทเรียนจากการเจรจา RCEP และ FTA ไทย-EFTA ที่ผ่านมา ไทยสามารถปฏิเสธข้อเรียกร้อง TRIPS-plus และ UPOV 1991 ได้และสรุปความตกลงได้สำเร็จ
ประเด็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
นายชูวิทย์ จันทรส ผู้ประสานงานเครือข่ายรณรงค์ป้องกันภัยแอลกอฮอล์ กล่าวว่า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีผลกระทบต่อสุขภาพและสังคม การลดหรือยกเลิกภาษีนำเข้าอาจทำให้ราคาถูกลงและเพิ่มการบริโภค ส่งผลต่อปัญหาอุบัติเหตุ สุขภาพ และอาชญากรรม โดยเห็นว่ามาตรการด้านภาษีและราคาเป็นเครื่องมือสำคัญในการควบคุมการบริโภค
ประเด็นการค้าดิจิทัล
น.ส.นิสรา แก้วสุข นักวิชาการสภาองค์กรผู้บริโภค กล่าวว่า ประเด็นการค้าดิจิทัลมีความเสี่ยงในเรื่องการเคลื่อนย้ายข้อมูลข้ามพรมแดน การห้ามบังคับจัดเก็บหรือประมวลผลข้อมูลในประเทศ (Data Localization) และข้อจำกัดในการเข้าถึงซอร์สโค้ด (Source Code) ซึ่งอาจผูกมัดรัฐบาลในระยะยาว หากในอนาคตจำเป็นต้องออกมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลหรือความมั่นคงทางไซเบอร์
ในช่วงท้ายแถลงข่าว นางกรรณิการ์ กล่าวว่า ชัยชนะของการเจรจาไม่ใช่การปิดดีลได้เร็วที่สุด แต่คือการปกป้องผลประโยชน์ของชาติและประชาชน โดยเรียกร้องให้ผู้แทนการค้าไทยกำหนดท่าทีให้ชัดเจน โปร่งใส และจัดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียอย่างแท้จริงก่อนยอมรับข้อผูกพันใดๆ ในรอบการเจรจาที่ภูเก็ต
นอกจากนี้ นางนพวรรณ งามขำ ผู้ประสานงาน กล่าวว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมในกรุงเทพมหานคร เครือข่ายได้หารือกันว่าจะเปิดโรงครัวเพื่อผู้ประสบภัยในงาน เพื่อแบ่งปันอาหารให้แก่ประชาชน โดยสะท้อนว่าเกษตรกรรายย่อยเป็นส่วนสำคัญในการค้ำจุนความมั่นคงทางอาหารในยามภัยพิบัติ
www.facebook.com/tcijthai
ป้ายคำ

