กองทุนวากัฟกับการศึกษาชายแดนใต้ จากมรดกทางศรัทธาสู่ Soft Power อาเซียน

กองบรรณาธิการ TCIJ 29 ก.ย. 2569 | อ่านแล้ว 116 ครั้ง


การพัฒนาการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นโจทย์ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ล่าสุด งานระดมทุนการกุศลหรือ “วากัฟ” ภายใต้ชื่อ “ธารน้ำใจสู่สมาคมสถาบันศึกษาปอเนาะ 5 จังหวัดชายแดนใต้” ที่บ้านหัวนา ตำบลทุ่งคล้า อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2569 ได้สะท้อนความร่วมมือของเครือข่ายในพื้นที่ ทั้งผู้นำศาสนา ภาคประชาสังคม โรงเรียน และผู้แทนทางการเมือง

ภายในงานมี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ และคณะทำงานจากพรรคกล้าธรรม นำโดยนายนัจมุดดีน อูมา รองหัวหน้าพรรค พร้อมด้วย ส.ส.ในพื้นที่ เข้าร่วมกิจกรรมและแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการศึกษาปอเนาะ การพัฒนาท้องถิ่น และปัญหาของประชาชนในพื้นที่ชายแดนใต้

วากัฟกับการสร้างทุนเพื่อการศึกษาปอเนาะ

งานครั้งนี้มีเป้าหมายระดมทุนจำนวน 7 ล้านบาท เพื่อนำไปชำระค่าที่ดินและก่อสร้างอาคารสำนักงานสมาคมสถาบันศึกษาปอเนาะ 5 จังหวัดชายแดนใต้ ณ บ้านหัวนา ซึ่งเป็นชุมชนพหุวัฒนธรรมที่มีทั้งชาวพุทธและชาวมุสลิมอาศัยอยู่ร่วมกัน

นอกจากการระดมทุนแล้ว เวทียังถูกใช้เป็นพื้นที่สะท้อนปัญหาและความต้องการของการศึกษาในระดับชุมชน

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สะท้อนถึงปัญหาของ “คนใต้พลัดถิ่น” ที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะบริเวณย่านหลังมหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม พร้อมกล่าวถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของการศึกษาปอเนาะ โดยเสนอให้ทบทวนเกณฑ์ “ป.บัณฑิต” ที่ถูกมองว่าเป็นอุปสรรคต่อการเปิดสถาบันปอเนาะ และให้ความสำคัญกับบทบาทของผู้นำศาสนาและบริบทของพื้นที่มากขึ้น

ขณะที่นายนัจมุดดีน อูมา พร้อมด้วย ส.ส.ยูนัยดี วาบา และ ส.ส.ลุตฟี หะยีอีแต ร่วมสนับสนุนทุนวากัฟ รวมถึงลงพื้นที่พบปะเครือข่ายครูตาดีกาในจังหวัดนราธิวาส เพื่อสนับสนุนเรื่องโภชนาการ การพัฒนาการศึกษาเยาวชน และการทำงานร่วมกับชุมชนในระดับท้องถิ่น

ปอเนาะมากกว่าสถานศึกษา

ในมุมมองของผู้เขียน การทำความเข้าใจสถาบัน “ปอเนาะ” ในจังหวัดชายแดนภาคใต้จำเป็นต้องพิจารณาทั้งมิติทางประวัติศาสตร์ ศาสนา วัฒนธรรม และการศึกษา ไม่ควรมองผ่านกรอบด้านความมั่นคงเพียงด้านเดียว

ปอเนาะมีรากฐานอยู่กับวิถีชีวิตของชุมชนมลายูมุสลิม และมีบทบาทในการถ่ายทอดความรู้ทางศาสนามายาวนาน โดยเฉพาะองค์ความรู้จากตำราอิสลามศึกษาและ Kitab Jawi ซึ่งใช้อักษรยาวีในการบันทึกภาษาและองค์ความรู้ทางศาสนา

ในประวัติศาสตร์ ปาตานีเคยเป็นพื้นที่สำคัญของการศึกษาศาสนาอิสลามในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นแหล่งสร้างนักวิชาการสำคัญ เช่น เชคดาวุด อัลฟาฏอนี และเชคอะห์มัด อัลฟาฏอนี ซึ่งมีผลงานด้านศาสนาและภาษาอาหรับ-มลายูที่มีอิทธิพลต่อการศึกษาของชาวมุสลิมในภูมิภาค

ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนจึงมองว่าปอเนาะไม่ได้เป็นเพียงสถานที่เรียนศาสนา แต่ยังเป็นทุนทางวัฒนธรรมและองค์ความรู้ที่สามารถนำมาต่อยอดกับการศึกษาในโลกปัจจุบันได้

ระบบการเรียนรู้ที่ผูกกับชุมชน

จุดเด่นอีกด้านของปอเนาะดั้งเดิมคือการเรียนรู้ที่มีความยืดหยุ่น ผู้เรียนหรือ “โต๊ะปาเก” สามารถเข้ามาศึกษาความรู้ทางศาสนาและใช้ชีวิตอยู่กับโต๊ะครู ซึ่งเป็นทั้งผู้สอนและผู้นำทางจิตวิญญาณ

รูปแบบดังกล่าวทำให้ปอเนาะมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับชุมชน ทั้งในด้านการศึกษา การดำรงชีวิต และการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน โดยมีศรัทธาเป็นหนึ่งในฐานสำคัญของระบบ

เมื่อสังคมเปลี่ยนแปลง ปอเนาะจำนวนหนึ่งก็ปรับตัวเข้าสู่ระบบการศึกษาสมัยใหม่มากขึ้น โดยพัฒนาเป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม หรือจัดการศึกษาร่วมกับหน่วยงานรัฐ เพื่อให้ผู้เรียนได้รับทั้งความรู้ด้านศาสนา วิชาสามัญ และทักษะด้านอาชีพ

การจัดการศึกษาในลักษณะนี้ยังเปิดโอกาสให้เยาวชนได้พัฒนาทักษะด้านภาษา ทั้งภาษาไทย มลายู อาหรับ และอังกฤษ ซึ่งเป็นทักษะที่สามารถนำไปต่อยอดการศึกษาและการทำงานได้

ขณะเดียวกัน สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ยังมีบทบาทในการเชื่อมต่อการศึกษานอกระบบ วุฒิการศึกษาที่รัฐรับรอง รวมถึงทักษะด้านดิจิทัลและอาชีพเข้ากับผู้เรียนในปอเนาะ โดยไม่จำเป็นต้องละทิ้งอัตลักษณ์ทางศาสนาและวัฒนธรรมของชุมชน

จากวากัฟสู่การสร้างโอกาสทางการศึกษา

ในมุมมองของผู้เขียน วากัฟจึงไม่ได้มีความหมายเฉพาะการบริจาคเพื่อก่อสร้างอาคารหรือช่วยเหลือผู้เดือดร้อนเท่านั้น แต่ยังสามารถเป็นกลไกที่ช่วยสร้างทุนเพื่อการศึกษาและเชื่อมโยงคนในชุมชนเข้าด้วยกัน

การระดมทุนเพื่อสร้างสำนักงานสมาคมสถาบันศึกษาปอเนาะ 5 จังหวัดชายแดนใต้ จึงเป็นตัวอย่างหนึ่งของการใช้พลังของชุมชนและศรัทธามาสนับสนุนการศึกษา

โจทย์สำคัญในระยะต่อไปคือ การทำให้การศึกษาปอเนาะสามารถเชื่อมต่อกับระบบการศึกษาสมัยใหม่ได้มากขึ้น ขณะเดียวกันก็รักษาอัตลักษณ์ทางศาสนาและวัฒนธรรมของพื้นที่เอาไว้

หากองค์ความรู้ ประวัติศาสตร์ ภาษา และวัฒนธรรมที่อยู่กับปอเนาะสามารถพัฒนาต่อยอดสู่การศึกษา การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม งานสร้างสรรค์ หรือการแลกเปลี่ยนทางวิชาการกับประเทศเพื่อนบ้านได้ ก็อาจเปิดพื้นที่ใหม่ให้ชายแดนใต้เชื่อมโยงกับภูมิภาคอาเซียน

ในมุมนี้ แนวคิดเรื่อง Soft Power จึงไม่ได้หมายถึงการสร้างภาพลักษณ์เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการนำทุนทางวัฒนธรรมและองค์ความรู้ที่มีอยู่ในชุมชนมาต่อยอดให้เกิดคุณค่าทางการศึกษา เศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน

เปลี่ยนจากการควบคุมสู่การทำความเข้าใจ

บทเรียนจากงานวากัฟที่ปัตตานีสะท้อนว่า การพัฒนาการศึกษาในชายแดนใต้ไม่ได้อยู่ที่โรงเรียนหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เกี่ยวข้องกับทั้งครอบครัว ชุมชน ผู้นำศาสนา ภาคประชาสังคม และภาครัฐ

สำหรับผู้เขียน การมองปอเนาะผ่านมิติทางการศึกษา ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมควบคู่กับประเด็นด้านความมั่นคง อาจช่วยให้เกิดความเข้าใจต่อสถาบันเหล่านี้รอบด้านมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ความร่วมมือของภาคประชาสังคม ผู้นำศาสนา เครือข่ายโรงเรียน และผู้แทนทางการเมือง ในการสนับสนุนการศึกษาและเรียกร้องให้ทบทวนกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค ก็เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่สามารถนำมาพิจารณาเพื่อพัฒนาการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่

ท้ายที่สุด กองทุนวากัฟอาจเป็นมากกว่ากลไกระดมทุน หากสามารถเชื่อมโยงศรัทธา การศึกษา อัตลักษณ์ และโอกาสของเยาวชนเข้าด้วยกัน ก็อาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของการต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมของชายแดนใต้ และเปิดพื้นที่ให้ปอเนาะก้าวไปสู่บทบาทใหม่ในฐานะแหล่งเรียนรู้ทางศาสนา วัฒนธรรม และองค์ความรู้ของภูมิภาคอาเซียน

 

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ
Like this article:
Social share: