สวทช. พัฒนาสูตร "ผำซูเปอร์ฟังก์ชัน" โปรตีน-วิตามินบี 12 สูงตลอดปี เตรียมดันเข้าโมเดิร์นเทรดไทย

กองบรรณาธิการ TCIJ 22 ส.ค. 2569 | อ่านแล้ว 59 ครั้ง

สวทช. พัฒนาสูตร

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เปิดเทคโนโลยีการผลิต "ผำ" แบบครบวงจร ตั้งแต่ระบบฟาร์มอัจฉริยะจนถึงการแปรรูป ช่วยให้ได้ผลผลิตคุณภาพสูงสม่ำเสมอตลอดปี พร้อมจับมือภาคเอกชนเตรียมวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากผำในโมเดิร์นเทรดไทย

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดกิจกรรม NSTDA x Press Interviews นักวิจัยพบสื่อมวลชน ภายใต้หัวข้อ "สวทช. ชูเทคโนโลยีฟาร์มอัจฉริยะ พร้อมสูตรผลิตผำซูเปอร์ฟังก์ชัน โปรตีน-วิตามินบี 12 สูงตลอดปี" เพื่อเชื่อมโยงระบบนิเวศสู่ผลิตภัณฑ์ซูเปอร์ฟู้ดเชิงพาณิชย์

รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สวทช. กล่าวเปิดกิจกรรมถึงบทบาทของเนคเทคในการขับเคลื่อนงานวิจัยและเทคโนโลยีดิจิทัลจาก "งานวิจัยหิ้งสู่ห้าง" สู่การใช้ประโยชน์จริงในภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร โดยระบุว่าเนคเทคมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีทั้งด้านฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ระบบเซนเซอร์ ปัญญาประดิษฐ์ และการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อยกระดับภาคการเกษตรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยยกตัวอย่างความสำเร็จของ "ผำซูเปอร์ฟังก์ชัน" ว่าเป็นจุดเริ่มต้นในการยกระดับอุตสาหกรรมผำไทยและอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต

นักวิจัยจากทีมวิจัยเทคโนโลยีเกษตรดิจิทัล เนคเทค สวทช. อธิบายว่า ผำเป็นพืชน้ำท้องถิ่นที่มีศักยภาพสูงในฐานะอาหารแห่งอนาคต เนื่องจากเป็นโปรตีนทางเลือกที่มีกระบวนการผลิตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่การผลิตในระดับอุตสาหกรรมยังมีความท้าทายทั้งด้านการเพาะเลี้ยงและการแปรรูปให้ได้มาตรฐานคงที่ เนคเทคจึงร่วมกับศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) พัฒนาเทคโนโลยีการผลิตผำแบบครบวงจร ตั้งแต่ระบบตรวจวัดสภาพแวดล้อมแบบเรียลไทม์ การพัฒนาสูตรเพาะเลี้ยง ไปจนถึงเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อควบคุมคุณภาพและปริมาณผลผลิตให้สม่ำเสมอตลอดปี

ตั้งแต่ปี 2567 ทีมวิจัยได้ร่วมกับนักวิจัยจากกลุ่มวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพพืชและการจัดการแบบบูรณาการ ไบโอเทค สวทช. และบรรจงฟาร์ม พัฒนาสูตรการเพาะเลี้ยงผำในแต่ละฤดูกาล พร้อมระบบตรวจวัดสภาพแวดล้อมแบบเรียลไทม์ด้วยอุปกรณ์ IoT ผ่านระบบ HandySense B-Farm เพื่อควบคุมสภาพน้ำและอากาศให้เหมาะสม และแสดงผลผ่านเว็บแอปพลิเคชันให้เกษตรกรเข้าถึงข้อมูลได้สะดวก

"ผลที่เกิดขึ้นคือเกษตรกรสามารถรักษาคุณภาพและปริมาณผลผลิตให้คงที่ ซึ่งมีความสำคัญมากต่อการนำไปแปรรูปให้มีคุณภาพคงที่ต่อไป ปริมาณการผลิตไม่น้อยกว่า 1 กิโลกรัมต่อพื้นที่หน้าผิวน้ำขนาด 1 ตารางเมตรต่อรอบการผลิต 7 วัน" นักวิจัยกล่าว พร้อมระบุว่าผำที่ผลิตได้มีปริมาณโปรตีนมากกว่า 40 กรัม และวิตามินบี 12 มากกว่า 12 กรัม ต่อผำอบแห้ง 100 กรัม

ทีมวิจัยยังพัฒนาเทคนิคการชดเชยแสงด้วยไฟ LED ในพื้นที่เพาะเลี้ยงช่วงกลางคืน กรณีที่ผำได้รับแสงอาทิตย์ไม่เพียงพอ ซึ่งช่วยรักษาปริมาณผลผลิตและเพิ่มปริมาณโปรตีนกับวิตามินบี 12 ได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างทดลองใช้แผงโซลาร์เซลล์ชนิดเลือกช่วงคลื่นแสง (Agrivoltaic) ร่วมกับทีมวิจัยกลุ่มอุปกรณ์สเปกโทรสโกปีและเซนเซอร์ เนคเทค ซึ่งให้ผลที่น่าสนใจทั้งด้านคุณภาพและปริมาณ

ปัจจุบันทีมวิจัยได้ขยายผลเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงไปยังฟาร์มเครือข่ายภายใต้โครงการ IDA Platform แล้ว 10 แห่งใน 4 ภูมิภาคของไทย โดย สวทช. สนับสนุนทั้งงบประมาณ เทคโนโลยี และองค์ความรู้ในการผลิต พร้อมพัฒนาเทคโนโลยีเพิ่มคุณภาพผลผลิตหลังการเก็บเกี่ยวอีก 2 ส่วน ได้แก่ กระบวนการล้างผำด้วยระบบนาโนโอโซนที่พัฒนาร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ซึ่งช่วยฆ่าเชื้อก่อโรคตามมาตรฐานพืชอาหาร ประหยัดเวลาและค่าแรงงาน ทำให้ผำสะอาดปลอดภัย มีความสดและปริมาณไนเตรตต่ำกว่าทั่วไป และเทคโนโลยีการอบแปรรูปผำสดเป็นผำแห้งด้วยเตาอบอุตสาหกรรมที่ดัดแปลงให้ฉายแสงในสเปกตรัมและความเข้มเหมาะสมระหว่างการอบ ซึ่งช่วยรักษาสารสำคัญและเพิ่มปริมาณโปรตีนกับวิตามินบี 12 ได้ราวร้อยละ 10 ของน้ำหนักแห้ง

ด้านผู้อำนวยการบริษัท แกรนด์ วูฟเฟีย จำกัด กล่าวว่า บริษัทได้สำรวจวัตถุดิบจากแหล่งผลิตหลายแห่งในไทย ก่อนตัดสินใจทำสัญญารับซื้อผำแห้งจากฟาร์มที่ใช้เทคโนโลยีของ สวทช. เนื่องจากได้วัตถุดิบคุณภาพสูงและคงที่ในทุกรอบการผลิต โดยบริษัทอยู่ระหว่างเตรียมขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์กับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จำนวน 2 ชนิด ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มโปรตีนใส และเครื่องดื่มชาเขียวชนิดไม่มีคาเฟอีน

ขณะที่กรรมการบริษัท ยุ้งปันหยา จำกัด กล่าวว่า บริษัทได้ประเมินผลิตภัณฑ์ร่วมกับผู้ประเมินสินค้าจากโมเดิร์นเทรดชั้นนำของไทยแล้วว่า ผลิตภัณฑ์จากผำมีโอกาสทำตลาดได้ดีในประเทศไทย และมีศักยภาพส่งออกไปต่างประเทศในอนาคต จึงขอรับการสนับสนุนเทคโนโลยีและองค์ความรู้ผ่านโครงการ IDA Platform ของ สวทช. โดยเตรียมวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผำอบกรอบภายใต้แบรนด์ GIN ในรูปแบบแผ่น 4 รสชาติ ในโมเดิร์นเทรดของไทยเร็วๆ นี้

นักวิจัยจากเนคเทค สวทช. กล่าวเสริมว่า นอกจาก 2 บริษัทดังกล่าว ยังมีอีกหลายบริษัทที่นำผลิตภัณฑ์ผำที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีของ สวทช. ไปใช้เป็นวัตถุดิบแปรรูปอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ โดยระบุว่าความท้าทายต่อไปของอุตสาหกรรมผำ คือการสร้างการรับรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ผำพรีเมียมที่ผลิตโดยคนไทยและเทคโนโลยีไทย เพื่อให้การเติบโตของอุตสาหกรรมปลายน้ำสร้างงานและรายได้ให้เกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน และคาดหวังว่าผำจะก้าวสู่การเป็นพืชเศรษฐกิจชนิดใหม่ของไทยในอนาคต

สำหรับผู้ที่สนใจใช้งานเทคโนโลยี HandySense B-Farm หรือรับถ่ายทอดเทคโนโลยีอุปกรณ์ล้างและแปรรูปผำอบแห้ง สามารถติดต่อฝ่ายพัฒนาเครือข่ายเชิงกลยุทธ์และประเมินผล เนคเทค สวทช. โทรศัพท์ 089-311-1235 หรือติดตามการเปิดอบรมกระบวนการผลิตผำได้ที่ SMC Academy เว็บไซต์ nectec.or.th/smc/smc-academy

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ
Like this article:
Social share: