Emotional Cost ต้นทุนทางอารมณ์ที่คุณอาจกำลังจ่ายแพงเกินไปในที่ทำงาน

เขมภัฏ ห้วยลึก 11 ก.ย. 2569 | อ่านแล้ว 46 ครั้ง


ตลอดระยะเวลาหลายปีที่คลุกคลีอยู่ในวงการ HR ได้พบเจอและรับฟังปัญหาของคนทำงานมานับไม่ถ้วน สิ่งหนึ่งที่ผมมักจะแนะนำและอยากให้คนทำงานทุกคนได้ตระหนักถึงอยู่เสมอ คือเรื่องของ Emotional Cost หรือ ต้นทุนด้านอารมณ์ หากจะอธิบายให้ลึกซึ้ง มันคือ "ราคาด้านอารมณ์ที่สิ่งมีชีวิตต้องจ่ายเมื่อต้องอยู่ในสภาวะที่ไม่ปกติ" ต้นทุนนี้ไม่ใช่ตัวเงิน แต่มันคือพลังงานทางจิตวิญญาณและความรู้สึกที่เราต้องสูญเสียไปทุกครั้งเมื่อต้องปะทะกับเหตุการณ์ที่บั่นทอน สภาพแวดล้อมที่ไม่น่าทำงาน หรือผู้คนที่ไม่น่ารัก

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ลองจินตนาการว่าในแต่ละวัน เราทุกคนตื่นเช้ามาพร้อมกับ "พลังงานชีวิต" สมมติว่ามีเต็มถังอยู่ที่ 80 หน่วย ระหว่างทางไปทำงาน คุณอาจเจอคนแซงคิวขึ้นรถไฟฟ้า คนแย่งเข้าลิฟต์ หรือแม่ค้าขายกาแฟพูดจาไม่ดีใส่ พอถึงออฟฟิศก็เจอเพื่อนร่วมงานที่ชอบเอาเปรียบ หากเราเลือกตอบโต้ทุกเรื่องด้วยอารมณ์ ใช้พลังงานไปกับการตั้งคำถามอย่างเกรี้ยวกราด หรือโต้เถียงรุนแรงด้วยความโมโห รู้ตัวอีกที... พลังงาน 80 หน่วยที่คุณเตรียมเอาไว้ใช้สร้างสรรค์ผลงานทั้งวัน อาจถูกสูบหายไปเหลือเพียง 20 หน่วย ตั้งแต่ยังไม่ทันได้เริ่มแตะงานชิ้นแรกด้วยซ้ำ

ในมิติด้าน HR เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ของบุคคล แต่มันคือ "ต้นทุนแฝงขององค์กร" (Hidden Cost) เมื่อไหร่ก็ตามที่พนักงานในบริษัทต้องจ่าย Emotional Cost สูงเกินไปทุกวัน สิ่งที่จะตามมาไม่ใช่แค่ความเหนื่อยล้าส่วนตัว แต่มันคือ

- Productivity ที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะพลังงานสมองถูกนำไปใช้กับการ "รับมืออารมณ์" แทนที่จะนำไปใช้ "คิดสร้างสรรค์งาน"
- อัตราการลาออก (Turnover Rate) ที่สูงขึ้น คนเก่งๆ มักไม่ได้ ลาออกจากงาน แต่ลาออกจาก "สภาวะที่ต้องจ่ายต้นทุนทางอารมณ์แพงเกินไป"
- ภาวะหมดไฟสะสม (Burnout) ซึ่งนำไปสู่อาการป่วย ทั้งทางกายและทางจิตใจ

ในชีวิตการทำงานจริง เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพบเจอกับปัจจัยที่คอยคัดสรรเข้ามาทดสอบอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นความกดดันจากงาน เพื่อนร่วมงานที่ไม่พึงประสงค์ หรือแม้กระทั่งหัวหน้าที่ Toxic ในช่วงแรกๆ ของชีวิตการทำงาน หลายคนมักจะเลือก "พุ่งชน" เอาความรู้สึกเข้าไปแลก เอากำลังใจทั้งหมดไปต่อสู้ และ "อิน" กับทุกความไม่ยุติธรรมที่เกิดขึ้น ราวกับว่าต้องชนะทุกบทสนทนา ต้องแก้ทุกลูกที่คนอื่นขว้างใส่ การทำแบบนี้นานเข้า ทำให้เราต้องจ่าย Emotional Cost ในราคาที่สูงลิ่วเกินไปในทุกๆ วัน ผลลัพธ์ในระยะยาวไม่ใช่แค่ความเหนื่อยล้าชั่วคราว แต่มันคือภาวะหมดไฟ (Burnout), สุขภาพจิตที่แย่ลง, และความสุขในชีวิตที่ค่อยๆ หายไป

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ประสบการณ์ชีวิตจะสอนให้เราเรียนรู้ทักษะที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง นั่นคือ "การปล่อยผ่าน" การปล่อยผ่านในที่นี้ ไม่ได้แปลว่าเรายอมแพ้ ไร้ประสิทธิภาพ อ่อนแอ หรือเพิกเฉยต่อความถูกต้อง แต่มันคือการมีสติรู้เท่าทันอารมณ์ และเลือกประเมินอย่างชาญฉลาดว่า "เรื่องนี้คุ้มค่าพอที่เราจะเอาต้นทุนทางอารมณ์ไปแลกหรือไม่?" หากเจอคนแซงคิว หรือเพื่อนร่วมงานพูดจาไม่ดีใส่ ลองถามตัวเองสั้นๆ ดูว่า

"ถ้าเราเข้าไปมีอารมณ์กับเรื่องนี้ เราจะต้องเสียพลังงานไปเท่าไหร่ และสิ่งที่ได้กลับมา มันคุ้มกับพลังงานที่เสียไปไหม?"

ถ้าคำตอบคือ "ไม่คุ้ม" การปล่อยผ่านก็คือกลไกในการ Save Emotional Cost ที่ดีที่สุด มันคือการปฏิเสธที่จะไม่ยอมจ่ายราคาแพงให้กับสิ่งไร้สาระ หลายคนอาจแย้งในใจว่า "พูดง่ายแต่ทำยาก จะให้ทนเฉยๆ ได้ยังไง มันรู้สึกอัดอั้น

ผมอยากชวนให้ลองเปลี่ยนมุมมองใหม่ครับ แทนที่จะมองว่าการปล่อยผ่านคือการ "จำยอม" ให้คิดเสียว่านี่คือ การบริหารทรัพยากรทางอารมณ์ (Emotional Resource Management)

อย่างไรก็ตาม ในฐานะ HR สิ่งที่ผมอยากนำเสนอคือ ผู้บริหารและผู้นำองค์กรก็ปฏิเสธความรับผิดชอบในเรื่องนี้ไม่ได้เช่นกันครับ เราจะคาดหวังให้พนักงานอดทนและ "ปล่อยผ่าน" เพียงฝ่ายเดียวไม่ได้ หน้าที่สำคัญของผู้บริหารและผู้นำองค์กรคือการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย และเข้าไปจัดการจุดที่สร้าง Emotional Cost ที่ไม่จำเป็นให้หมดไป ไม่ว่าจะเป็นระบบงานที่สร้างความหงุดหงิด หรือการไม่เพิกเฉยต่อพฤติกรรม Toxic ในองค์กร

สำหรับพนักงานทุกคน หากวันนี้คุณรู้สึกว่างานที่ทำมันเหนื่อยเหลือเกิน ลองหยุดพักแล้วสำรวจตัวเองดูครับว่า ความเหนื่อยนั้นมาจาก "เนื้องาน" จริงๆ หรือมาจาก "Emotional Cost" ที่คุณยอมจ่ายให้คนอื่นมากเกินไป พลังงานชีวิตของเรามีจำกัดในแต่ละวัน อย่าแลกมันมาด้วยความหงุดหงิดกับสิ่งที่คุณควบคุมไม่ได้ จงเก็บรักษาต้นทุนทางอารมณ์ที่ล้ำค่าของคุณไว้ แล้วนำไป "ลงทุน" กับสิ่งที่สำคัญจริงๆ นำพลังงานไปทุ่มเทให้กับงานที่สร้างอนาคต นำไปมอบให้กับครอบครัวที่รอเราอยู่ที่บ้าน หรือเก็บไว้เป็นรอยยิ้มและความสงบใจให้กับตัวเราเองในตอนจบของวัน

เพราะสุดท้ายแล้ว ไม่มีใครสมควรได้รับพลังงานดีๆ ของเรา ไปมากกว่าตัวเราเองและคนที่รักเรา ...แบบนี้มันคุ้มค่ากว่ากันเยอะเลย ว่าไหมครับ

 

 

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ
Like this article:
Social share: